บทวิเคราะห์สถานการณ์โควิด-19 กับการมีกิจกรรมทางกาย

ในขณะที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังคงระบาดในหลายประเทศอย่างต่อเนื่องนั้น ได้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายของคนทั่วโลก ซึ่งจากข้อมูลผลการสำรวจของ Fitbit ถึงผลกระทบของโควิด-19 กับกิจกรรมทางกายทั่วโลก[1] พบว่า ประชาชนที่ใช้ Fitbit มีจำนวนก้าวหรือการเคลื่อนไหวร่างการที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลายประเทศในแถบยุโรปที่มีร้อยละการเปลี่ยนแปลงของจำนวนก้าวเดินลดลงที่ 7-38% ในรอบสัปดาห์ที่ 22 มีนาคม 2563 และจากข้อมูลยังพบว่าประชาชนที่ใช้ Fitbit อีกหลายล้านคนก็มีร้อยละการเปลี่ยนแปลงของจำนวนก้าวที่เดินลดลงในรอบสัปดาห์ดังกล่าวเช่นกัน โดยในสหรัฐอเมริกาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงถึง 12%

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่า ประเทศแรก ๆ ที่ต้องเผชิญสถานการณ์โควิด-19 อย่างจีนและฮ่องกงมีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนก้าวที่ลดลงอย่างรวดเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ อาจเป็นไปได้ว่าจำนวนก้าวก็จะเริ่มเพิ่มขึ้นใหม่อีกครั้งในจีน ญี่ปุ่น และฮ่องกงเช่นกัน ส่วนในสหรัฐอเมริกาเองจะเห็นว่าจำนวนก้าวที่ลดลงปรากฏให้เห็นในพื้นที่เขตเมืองหรือเขตนครหลวงของรัฐ อย่างซานฟรานซิสโก และนิวยอร์กเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

สอดคล้องกับ ข้อมูลจากการสำรวจผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อกิจกรรมทางกาย ดำเนินการสำรวจเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 219 ราย โดยสำนักงานพัฒนานโยบายยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ และ ข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมทางสุขภาวะของประชากร ดำเนินการสำรวจเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1,361 ราย โดยศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ระยะเวลาเฉลี่ยของการมีกิจกรรมทางกายในหมวดกิจกรรมทางกายเพื่อนันทนาการและความผ่อนคลาย รวมถึงการออกกำลังกายและเล่นกีฬาของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามออนไลน์ลดลงเฉลี่ย 74 นาทีต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประชากรวัยทำงานที่ประกอบอาชีพราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รับจ้างทั่วไป รวมถึงกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์ของโควิด-19 ณ ปัจจุบัน (เดือนมีนาคม พ.ศ. 2563) จะส่งผลกระทบต่อการลดลงของอัตราการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของคนไทยในภาพรวม ประมาณร้อยละ 11.6 นั่นคือจากอัตราการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของคนไทยที่ร้อยละ 74.6 ในปี 2562 โดยคาดว่าจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 63.0 ณ ปัจจุบัน

สิ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่และกลุ่มประชากรที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบถึงการมีกิจกรรมทางกายจากสถานการณ์ของโควิด-19 มากที่สุด ได้แก่

1) ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง (Population in urban area) ซึ่งมีบริบทแบบคนเมืองและมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการเคลื่อนไหวร่างกายที่มากกว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบท เช่น การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและการใช้โปรแกรมออนไลน์ในการสั่งซื้อของและอาหาร ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมีการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดน้อยลง ในขณะที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทยังคงมีวิถีชีวิตที่สามารถพึ่งพิงอาหารจากธรรมชาติและมีพื้นที่ในการเพาะปลูกพืชผักสวนครัวได้เองอยู่นั้น จึงทำให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายและกิจกรรมทางกายที่มากกว่า

2) ประชากรกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงาน (Youth population) ซึ่งอยู่ในช่วงวัยรุ่นและมีวิถีชีวิตแบบพึ่งพิงเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค เป็นต้น ยิ่งในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้พวกเขาต้องเรียนหรือทำงานอยู่แต่ภายในที่พักอาศัยของตนเองเท่านั้น ทำให้ยิ่งจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเหล่านี้มากขึ้น ประกอบกับธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีและโปรแกรมต่าง ๆ ได้เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงให้กับคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่น Google YouTube Netflix  Zoom ที่มีการขยายเวลาในการทดลองใช้โปรแกรมดังกล่าวได้ใช้ฟรีเพิ่มขึ้น ทำให้คนในกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงานใช้เวลาไปกับเทคโนโลยีและโปรแกรมต่าง ๆ เหล่านี้เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน จนแทบจะไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเนือยนิ่งที่ลดความแข็งแรงของสุขภาพร่างกายลง ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ การมีกิจกรรมทางกายที่ลดลงของประชากรทั้ง 2 กลุ่มนี้จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและภูมิต้านทานของร่างกายที่จะสามารถช่วยต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ลดน้อยลงอย่างแน่นอน

ฉะนั้น การส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทและวิถีชีวิตของกลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง และประชากรกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงาน ทั้ง 2 กลุ่มนี้ จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและสำคัญอย่างยิ่งที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ควรเร่งดำเนินการรณรงค์ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนรับทราบและมีแนวทางปฏิบัติในการมีกิจกรรมทางกายที่บ้านได้ เพื่อให้ประชาชนมีวิธีการปรับตัวและสามารถเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายได้เมื่อต้องเก็บตัวอยู่ในที่พักอาศัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีได้ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

[1] https://blog.fitbit.com/covid-19-global-activity/