ชีวิตวิถีใหม่ ‘มนุษย์ติดจอ’

อับดุล อุ่นอำไพ

            เรามิอาจปฏิเสธได้ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เปรียบเสมือนอวัยวะหนึ่งของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน๊ตบุ๊ค กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเรามากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการศึกษา การสื่อสาร การคมนาคม และอีกหลาย ๆ ด้าน ส่งผลให้ทุกวันนี้พฤติกรรมการติดหน้าจอของมนุษย์เพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจากโครงการสำรวจกิจกรรมทางกายระดับชาติ ครั้งที่ 8 ปี 2562 พบว่า คนไทยใช้เวลาหน้าจออิเล็กทรอนิกส์เพื่อความบันเทิงโดยเฉลี่ยสูง 3.18 ชั่วโมงต่อวัน หากมองถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้สถาบันการศึกษา หน่วยงาน องค์กร สถานที่ต่าง ๆ ต้องปิดชั่วคราว ทำให้เด็กนักเรียน/นักศึกษา หยุดทำการเรียนการสอน และคนทำงานบางส่วนต้องเปลี่ยนมาทำงานที่บ้านแทน รวมไปถึงหลาย ๆ กลุ่มอาชีพที่ไม่สามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้ จากมาตรการเว้นระยะห่างทางกาย ลดการเข้าถึงและพูดคุยกันในระยะใกล้ชิด เพื่อลดและป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ตามมาตรการของรัฐบาล การที่ต้องกักตัวอยู่แต่ที่บ้านไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอกได้เหมือนช่วงเวลาปกติ อาจส่งผลทำให้คนยิ่งมีพฤติกรรมอยู่กับหน้าจอเพิ่มขึ้น

            โดยผลการสำรวจล่าสุดของ ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมสุขภาพของประชากรไทย ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เดือน เม.ย-พ.ค. 2563 พบว่า คนไทยทุกช่วงวัยใช้เวลาอยู่กับหน้าจอโดยเฉลี่ยสูงถึง 4.10 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่าผลการสำรวจในปีที่ผ่านเกือบ 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่พบว่าใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเพื่อความบันเทิงสูงที่สุดกว่ากลุ่มวัยอื่น ๆ คือ ใช้เวลาโดยเฉลี่ยสูงถึง 4.45 ชั่วโมงต่อวัน รองลงมาเป็นวัเด็กที่ใช้เวลาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.11 ชั่วโมงต่อวัน และยังพบว่าในกลุ่มวัยเด็กมีการใช้เวลาหน้าจอเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 1 ชั่วโมง ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงกว่ากลุ่มวัยอื่น ๆ ด้านกลุ่มวัยทำงานพบว่าใช้เวลหน้าจอโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.02 ชั่วโมงต่อวัน  และผู้สูงอายุใช้เวลาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.08 ชั่วโมงต่อวัน จากข้อมูลอาจกล่าวได้ว่า “เป็นช่วงเวลาของการก้าวกระโดดของกิจกรรมทางดิจิทัล” เลยก็ว่าได้ และอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตวิถีใหม่ของมนุษย์ที่ควบคู่ไปกับจออิเล็กทรอนิกส์หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลงได้

ดีหรือไม่ดี ถ้าชีวิตวิถีใหม่อยู่กับหน้าจอ

            หากมองถึง “พฤติกรรมติดหน้าจอ” นั่นอาจไม่ใช่สิ่งใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นกับมนุษย์ แต่เป็นสิ่งเดิมที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ตั้งแต่มีเทคโนโลยี สมาร์ทโฟน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและเกิดการพัฒนามากขึ้นจนกระทั่งทุกวันนี้ สำหรับการดำรงชีวิตประจำวัน ทุกวันนี้หากลองมองไปรอบ ๆ ตัว จะเห็นคนหลายวัยจ้องมองโทรศัพท์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เกือบแทบจะทุกคน ตั้งแต่เด็กที่ยังอยู่ในรถเข็นเด็ก จนถึงวัยสูงอายุที่พยายามเพ็งอ่านตัวหนังสือที่อยู่บนจอ หากมองในแง่ดี นั้นอาจหมายถึงอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายเราที่ทันสมัย ที่ทำหน้าที่คล้าย แขน ขา หรือสมองกล ของเราเลยก็ว่าได้ ยิ่งในปัจจุบันที่หลาย ๆ คนเลือกใช้สมาทโฟนซื้อสินค้าออนไลน์แทนการเดินออกไปจากบ้านเพื่อไปเดินเลือกซื้อของเอง ด้วยเพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค ส่วนบางคนต้องกักอยู่บ้านคนเดียวก็อาจคลายความเหงาโดยการคุยกับเพื่อน ๆ ผ่านหน้าจอ ไม่เพียงเท่านั้น การใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเพื่อความบันเทิงทั้ง ดูหนัง ฟังเพลง เล่นโซเชียลมีเดียยังสามารถตอบโจทย์ของใครหลาย ๆ คนที่มีความเครียดหรือไม่สบายใจเกิดขึ้น ทั้งจากการทำงาน สภาพเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ในช่วงสถานการณ์ตอนนี้  และหลายคนเลือกใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้ทำงานเปรียบเสมือนสมองและหัวใจของผู้ใช้งาน แสดงอารมณ์ความรู้สึกโกรธ โมโห เศร้า เสียใจผ่านถ้อยคำต่าง ๆ ให้คนในสังคมออนไลน์ได้รับรู้ และร่วมมีปฏิสัมพันธ์แสดงความคิดเห็นต่อกันในหมู่โลกโซเชียล ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นจึงอาจเป็นหนึ่งในหลายร้อยเหตุผลที่เกิดขึ้นร่วมกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เอื้ออำนวยและเพิ่มโอกาสให้คนทุกช่วงวัยมีเวลาอยู่กับหน้าจอเพิ่มขึ้น

            จะเป็นอย่างไร? หากชีวิตวิถีใหม่ของคนไทยมีพฤติกรรมติดหน้าจอเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP) ได้ให้ข้อแนะนำสำหรับการใช้เวลาหน้าจอ (Screen time Guideline) ตามช่วงวัยไว้ว่า ในเด็กอายุ 3-5 ปี แนะนำให้ใช้หน้าจอได้ 1 ชั่วโมงต่อวัน เนื่องจากสื่อบนหน้าจอนั้นมีหลายประเภท พ่อแม่หรือผู้ปกครองอาจหยิบสื่อประเภทหนังสือหรือการเล่นที่เด็ก ๆ ชอบจากหน้าจอ ให้เด็กวัยนี้ได้เกิดการร่วมเล่นอย่างสร้างสรรค์ อายุ 6-10 ปี แนะนำให้ใช้ 1-1.30 ชั่วโมงต่อวัน อาจฝึกให้เด็กวัยนี้ควบคุมและจัดการกับเวลาการเล่นของตนเองทีละน้อยภายใต้การดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครอง และอายุ 11-13 ปี แนะนำให้ใช้ 2 ชั่วโมงต่อวัน โดยพ่อแม่หรือผู้ปกครองควรอธิบายให้เด็กวัยดังกล่าวได้เข้าใจหากอยู่กับหน้าจอนานเกินไปจะเกิดผลเสียอย่างไร เพื่อให้เด็กรู้คุณค่าและทักษะของการใช้ชีวิตมากขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบจากผลการสำรวจแล้วจะเห็นว่าเด็กไทยใช้เวลาหน้าจอโดยเฉลี่ยสูงกว่าข้อแนะนำระดับสากล 2-3 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อเราเพลิดเพลินไปกับการใช้หน้าจอนาน ๆ อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาทางกายได้ เช่น ตาแห้ง จอประสาทาเสื่อม ปวดศีรษะ หรือจากการที่นั่งท่าเดิมเป็นเวลานานส่งผลให้ปวดหลัง ปวดไหล่ หรือกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ รวมถึงส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้า ท้องอืด น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เสี่ยงภาวะอ้วน และส่งผลต่อประสิทธิภาพการนอนหลับและการตื่นนอนทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณการนอนหลับพักผ่อน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยเด็กที่เพลิดเพลินไปกับความบันเทิงบนหน้าจอจนนอนดึก ทำให้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ แถมยังก่อให้เกิดอารมณ์เสีย หงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น และอาจทำให้ความสามารถด้านวิชาการของเด็กลดลงได้ จากประสบการณ์หลาย ๆ คนคงเคยพบเห็บภาพที่เด็ก ๆ ในครอบครัวแย่งกันเล่นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือโทรทัศน์จนเกิดการทะเลาะ และถูกลงโทษจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งก็ส่งผลต่อสุขภาพจิตของสมาชิกในครอบครัวได้เช่นกัน รวมถึงกลุ่มวัยรุ่นซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีอารมณ์แปรผันได้ง่าย ทั้งต้องการการชื่นชม และการมีตัวตนในสังคม การเสพสื่อหรือแอพพลิเคชั่นผ่านหน้าจอที่ไม่สร้างสรรค์ย่อมส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ เกิดภาวะซึมเศร้า เสียใจ หรือก่อให้เกิดทัศนคติด้านลบได้

            ดังนั้น ชีวิตวิถีใหม่อาจมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป ด้วยความสะดวกสบาย รวดเร็ว และประหยัดเวลา ทั้งตอบสนองความเป็นตัวตนของผู้ใช้ได้ในทุก ๆ ด้าน จึงไม่แปลกที่ทุกวัยจะใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้น และยิ่งในช่วงสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ยิ่งส่งผลต่อการเพิ่มโอกาสและใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากกว่าเดิม หากทุกคนรู้เท่าทัน และสามารถปรับพฤติกรรมการใช้หน้าจอให้เหมาะสมควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตโดยไม่กระทบกับมิติอื่น ๆ อย่าปล่อยให้ตัวเอง

            ต้องกลายเป็น “มนุษย์ติดจอ” จนลืมใส่ใจสุขภาวะของตนเอง และคนรอบข้าง เพียงเงยหน้าขึ้นจากจอ หันไปมองรอบตัว ก็จะพบว่ายังมีคนในครอบครัวและคนรอบข้างที่พร้อมจะให้เราได้แบ่งปันเรื่องราว หรือทำกิจกรรมร่วมกับพวกเขาอยู่ก็ได้

 


อ้างอิง

1. การสำรวจกิจกรรมทางกายระดับชาติ รอบที่ 8 (พ.ศ. 2562),สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

2. การสำรวจพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมสุขภาพของประชากรไทย ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เดือน เม.ย-พ.ค. 2563, ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

3. https://www.who.int/news-room/detail/24-04-2019-to-grow-up-healthy-children-need-to-sit-less-and-play-more

4.  https://www.eyepromise.com/blog/screen-time-chart/