ชีวิตวิถีใหม่ ‘สาย Exercise’ สถานการณ์เปลี่ยนไป แต่! อย่าให้ “การออกกำลังกาย” เปลี่ยนแปลง

อับดุล อุ่นอำไพ

          หากเราลองหลับตาแล้วนึกย้อนกลับไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 เราจะเห็นกลุ่มคนออกกำลังกายมากมาย เดิน วิ่งตามสวนสุขภาพ เสียงลมหายใจของคนที่วิ่งผ่านข้างตัวเราคนแล้วคนเล่า สาว ๆ หุ่นดีและหนุ่ม ๆ กล้ามโตกำลังยกดัมเบล เสียงตึงตัง! สลับกับเสียงสายพานลู่วิ่งในฟิตเนส ภาพของคนเล่นกีฬาไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล แบดมินตัน เทนนิส และกีฬาอื่น ๆ ที่วิ่งกันอยู่เต็มสนาม แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาตอนนี้ กลับพบว่าภาพเหล่านี้กำลังลดหายไป

 

กลุ่มคนออกกำลังกายในสถานการณ์โควิด19

          นับตั้งแต่มีมาตรการลดการระบาดของโรคโควิด-19 หรือก่อนมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 ผู้เขียนเองก็ยังมิได้สัมผัสบรรยากาศในสนามแบดมินตันและห้องฟิตเนส มานานกว่าสองเดือนแล้ว จากเดิมจะอยู่ในคอร์ดแบดและห้องฟิตเนส 4-5 วันต่อสัปดาห์ แต่ปัจจุบันนี้ทำได้แค่เพียง ออกไปวิ่งอยู่คนเดียว 1-2 วันต่อสัปดาห์ ในสถานที่โล่งแจ้ง ไม่แออัด โดยไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใดมากนัก และนั่นก็คงคล้ายกับใครหลาย ๆ คน ณ ตอนนี้ จากเดิมที่เคยมีกิจกรรมทางกาย ออกกำลังกาย เล่นกีฬาอยู่เป็นประจำ แต่มาตอนนี้กลับไม่มีโอกาสที่จะได้ไปไปทำสิ่งเหล่านั้นเหมือนเช่นเดิม เพราะพื้นที่ไม่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย ออกกำลังกาย ส่งผลให้แรงจูงใจลดลง หลายคนจำเป็นต้องอยู่ที่บ้านและบ้านก็คงไม่ใช่ทุกหลังที่เหมาะสมต่อการมีกิจกรรมทางกาย ออกกำลังกายเสมอไป เช่นเดียวกับผู้เขียนที่อยู่หอพักซึ่งห้องคับแคบและไม่สะดวกต่อการออกกำลังกายมากนัก จนทำให้ออกกำลังกายน้อยลงกว่าปกติ ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจล่าสุดของศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้สำรวจพฤติกรรมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาของคนไทย ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (เดือนเมษายน-พฤษภาคม 63) พบว่า ก่อนช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 มีกลุ่มคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำประมาณร้อยละ 51.0 แต่ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด19 กลับพบว่า ลดลงเหลือร้อยละ 40.0 นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า ร้อยละ 51.1 เปลี่ยนมาออกกำลังกายภายในบ้าน และ ร้อยละ 42.2 ออกกำลังกายบริเวณบ้าน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่อยู่บ้านมากขึ้นและการออกกำลังกายในบ้านย่อมมีความปลอดภัยกว่านอกบ้าน ส่วนผู้ใช้พื้นที่หมู่บ้านและชุมชนในการออกกำลังกายมีร้อยละ 20.8 และในสวนสาธารณะและสถานที่ออกกำลังกายอื่น มีร้อยละ 16.9

          สิ่งที่สะท้อนได้ชัดเจนจากกลุ่มคนที่ออกกำลังกายและเล่นกีฬาเหล่านี้คือ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นใด พวกเขาก็ยังคงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จากการสำรวจพบว่า ทั้งก่อนและช่วงโควิด-19 กลุ่มคนเหล่านี้เฉลี่ยออกกำลังกายวันละ 3 วันต่อสัปดาห์มากที่สุ หากเพียงต่สถานที่และรูปแบบอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตามความเหมาะสมและเป็นไปตามมาตรการของรัฐบาล

 

อกาสการออกกำลังกายนอกสถานที่ลดลง แต่ทางเลือกใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

          จากคำพูดที่ว่า “ไม่มีอะไรกั้นเราได้ หากเราตั้งใจจะทำ” คงเป็นคำพูดที่โดนใจใครหลาย ๆ คนที่ยังคงออกกำลังกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยสถานการณ์มิอาจหยุดพวกเขาได้ ถึงแม้ว่าโอกาส สถานที่ บรรยากาศและแรงจูงใจอาจลดลงบ้าง แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์กลับทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ หาวิธีและทางเลือกใหม่ ๆ สำหรับการออกกำลังกายของตัวเอง รวมทั้งทำให้คนกลุ่มนี้ มีระเบียบวินัยในตนเอง สร้างความรับผิดชอบให้กับตนเอง สลัดความขี้เกียจที่เกิดจากแรงจูงใจลดลง ถึงแม้สิ่งแวดล้อมอาจไม่เหมือนเดิม แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังคงไว้ซึ่งเป้าหมายเดิมคือ “สุขภาพดี”

          จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งนี้ อาจ “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” ได้เช่นกัน เพราะกลุ่มคนออกกำลังกายได้มีทางเลือกและรูปแบบใหม่ ๆ มากขึ้น เทคโนโลยีถูกนำมาใช้มากขึ้นหรือในทางตรงกันข้าม Back to basic ก็ยังเป็นสิ่งที่ใครหลาย ๆ คนเลือกทำ แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่ต่างกัน หากมองจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนเอง ทุกวันนี้ได้เห็นถึงรูปแบบการออกกำลังกายในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 นั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่ต้องลงทุนลงแรง และแบบลงแรงอย่างเดียว เช่น

– สำหรับบางคนที่ทุนมีงบประมาณ ก็สามารถออกแบบพื้นที่ว่างภายในหรือบริเวณบ้าน และมีอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น เช่น ดัมเบล ลู่วิ่ง (Treadmill) เสื่อโยคะ เป็นต้น ซึ่งคล้ายกับการย่อส่วนห้องฟิตเนสมาอยู่ที่บ้านเรา สามารถช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เราได้มากขึ้น

หลายคนลงทุนซื้อแอพพลิเคชั่นสำหรับการออกกำลังกาย จากที่ปกติอาจมีความลังเลใจที่จะซื้อหรือไม่ซื้อดี ทำให้ปัจจุบันยอดดาว์นโหลดเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะแอพ “Home workout” การออกกำลังกายโดยไม่ใช้อุปกรณ์ สามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน มียอดดาว์นโหลดสูงถึง 2.6 ล้านคนทั่วโลก

บางคนเลือกที่จะเทรนออนไลน์แทนการไปฟิตเนส โดยวิดีโอคอลกับเทรนเนอร์และคอยให้คำปรึกษาโดยตรง ด้วยเหตุนี้ยังส่งผลให้ปัจจุบันเทรนเนอร์ออนไลน์เพิ่มมากขึ้น หากคิดแล้ววิธีนี้ลดค่าใช้จ่ายลงกว่าเดิมที่เคยสมัครคอร์สตามฟิตเนสทั่วไป แถมเทรนเนอร์ยังมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องให้ส่วนแบ่งแก่สถานประกอบการ

ปัจจุบันมีเทคโนโลยี MIRROR กระจกออกกำลังกายอัจฉริยะ ที่สามารถวางมุมไหนของบ้านก็ได้ โดยผสมผสานความเป็นกระจกและ Smart TV เข้าด้วยกัน สามารถออกกำลังกายได้หลายโหมด เช่น cardio class yoga boxing ไปพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญออนไลน์ได้โดยตรง แม้อุปกรณ์นี้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้คนเริ่มหันมานิยมใช้มากขึ้นในต่างประเทศ

“Back to basic” นั่นก็คือ การออกกำลังลายโดยใช้น้ำหนักตัวเราเป็นแรงต้าน (Body weight) ซึ่งเป็นหนึ่งวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถทำง่าย ๆ ได้ที่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เยอะ

ถ้าหากบ้านหรือหอพักไม่เอื้ออำนวยต่อการออกกำลังกาย บางคนอาจเปลี่ยนไปทำกิจกรรมที่โล่งแจ้ง เช่น วิ่ง เดิน ปั่นจักยาน และสถานที่ที่คนไม่แออัด โดยรักษาระยะห่าง 1-2 เมตร รวมทั้งไม่ลืมที่จะพกเจลแอลกอฮอล์ติดตัวเพื่อทำความสะอาดอยู่เสมอ

หรือบางคนเลือกที่จะออกกำลังกายคนเดียวที่บ้าน แล้วถ่ายคลิปโพสน์ลงโซเชียล แสดงให้เพื่อน ๆ เห็นค่าสถิติต่าง ๆ หลังจากการออกกำลังกาย ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจและแรงกระตุ้นผ่านโลกออนไลน์ ให้คนตื่นตัวเรื่องการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น

          จากหลากหลายรูปแบบและวิธีการออกกำลังกายดังกล่าวที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน ยังทำให้คนส่วนใหญ่ที่เคยออกกำลังกาย ยังคงดำเนินต่อไปได้ ถึงแม้อาจมีบางส่วนที่ลดน้อยลงบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้จากกลุ่มคนที่ออกกกำลังกายคือ ความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะเดินหน้าคงไว้ซึ่งสุขภาวะทางกาย แม้สถานการณ์ สถานที่อาจไม่เอื้ออำนวยและอาจมีบางส่วนออกกำลังกายน้อยลงบ้าง แต่ก็สามารถทดแทนด้วยทางเลือกใหม่ ๆ ของการออกกำลังกาย ถึงแม้ปัจจุบันสถานที่ออกกำลังกายยังไม่เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ แต่ผลจากข้อมูลการสำรวจพบว่า ก่อนมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 กลุ่มคนที่ออกกำลังกายมีความตั้งใจที่จะกลับไปใช้บริการและออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ สนามกีฬา ถึงร้อยละ 62.8 และบางส่วนร้อยละ 30.1 ยังคงต้องการออกกำลังกายอยู่ที่บ้านและบริเวณบ้าน

 

          จากข้อมูลดังกล่าว ผู้เขียนมีความเห็นว่า…

1. หน่วยงานภาครัฐ ทั้งส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ควรเปิดโอกาสเอื้อสถานที่ในการออกกำลังกายให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเตรียมพร้อมรับมือกับผู้มาใช้บริการ ให้ปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างถูกต้องและเคร่งครัด

2. ควรรณรงค์ ส่งเสริม หรือกระตุ้นคนใกล้ตัวที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ให้ตระหนักถึงสุขภาพเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย อีกทั้งการออกกำลังกายยังช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด ลดความวิตกกังวลต่อเรื่อง ๆ ต่างที่เข้ามา รวมถึงช่วยให้สมองปลอดโปร่งซึ่งอาจเริ่มจากการเดินกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวทุก ๆ วันเป็นประจำ

3. ครอบครัวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปลูกฝังให้เด็ก ๆ รักการออกกำลังกาย และทำให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพราะการออกกำลังกายที่บ้านสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนอย่างดี ให้สมาชิกในครอบครัวหันมาร่วมกันออกกกำลังกายมากขึ้น

4. แต่ละคนไม่ว่าจะเพศใดวัยใดควรลองหาแนวทางการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายและความชอบส่วนตัว โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม เพราะการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เสมือนเป็นงานหนึ่งที่เราต้องทำให้บรรลุให้ได้เช่นกัน

5. จุดเริ่มต้นของการออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพื่อไปซื้ออุปกรณ์ เสียค่าน้ำมันเพื่อเดินทางไปสถานที่ออกกำลังกายเพื่อไปเอาบรรยากาศเสมอไป หากแต่อยู่ที่จิตสำนึก ความมุ่งมั่นตั้งใจ และระเบียบวินัยของตนเอง ที่จะสามารถเริ่มทำได้ทุกที่โดยไม่มีข้อแม้

          ในความคิดเห็นของผู้เขียน อาจมีความเป็นไปได้ในอนาคตหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เทรนการรักสุขภาพอาจพุ่งสูงขึ้น อุปกรณ์การออกกำลังกายอาจเป็นสินค้าหนึ่งที่ขายดี สถานประกอบการด้านสุขภาพถูกเปิดเพื่อรองรับผู้ใช้บริการมากขึ้น และผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่เพียงแค่กลุ่มคนออกกำลังกายเท่านั้น แต่คนกลุ่มอื่น ๆ ทั่วไป ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเป็นประจำก่อนหน้านี้ รวมถึงผู้ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ หันมาตระหนักและใส่ใจต่อการมีกิจกรรมทางกาย การออกกำลังกายและเล่นกีฬามากขึ้น เปรียบเสมือนกับการติดอาวุธเพื่อพร้อบรบกับปัญหาโรคภัยต่าง ๆ เพราะหากร่างกายไม่แข็งแรงโอกาสในการเจ็บป่วยหรือติดโรคอื่น ๆ ก็จะง่ายขึ้น โดยการมีวิถีชีวิตใหม่ (New normal) ที่การออกกำลังกายมีได้หลากหลายแนวทาง โดยไม่ยึดติดกับแบบเดิม ๆ แต่ผลลัพธ์และเป้าหมายที่ได้ยังเหมือนเดิม


อ้างอิง

1. การสำรวจพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมสุขภาพของประชากรไทย ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เดือน เม.ย-พ.ค. 2563, ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

2. https://www.statista.com/statistics/690887/leading-google-play-health-worldwide-downloads/

3. https://www.mirror.co/how-it-works