Every Move Counts !!!

อ.บอล ปิยวัฒน์

ทุกการขยับ..คือการนับแต้มสะสมทางสุขภาพ

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญส่งท้ายปี 2020 ที่ทางองค์การอนามัยโลกได้กำหนดหมุดหมายทางสุขภาพที่สำคัญ หลังจากผลกระทบของโควิด-19 ที่มาบั่นทอนพฤติกรรมสุขภาพในหลายมิติ

การแถลงการณ์เพื่อเปิดตัว “ข้อแนะนำด้านการมีกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมเนือยนิ่ง โดยองค์การอนามัยโลก ปี 2020” เพื่อให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกได้มีแนวทางมาตรฐานเพื่อการส่งเสริมทางนโยบายที่อ้างอิงตามหลักฐานข้อค้นพบทางวิชาการ นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ล่าสุด หลังจากเคยเปิดตัวข้อแนะนำเดียวกันนี้เมื่อราว 10 ปีก่อน

มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจาก 10 ปีที่แล้วบ้าง ???

เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดที่ ศาสตราจารย์ ดร. ฟิโอน่า บูล (Fiona Bull) ผู้รับผิดชอบการดูแลงานด้านกิจกรรมทางกายจากองค์การอนามัยโลก ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในการสัมมนาออนไลน์กับภาคีเครือข่ายวิชาการและนโยบาย เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สรุปใจความได้ว่า “ที่ผ่านมาเรายึดหลักกันมาตลอดว่า การจะมีกิจกรรมทางกายให้ดีต่อสุขภาพนั้นจะต้องทำต่อเนื่องครั้งละอย่างน้อย 10 นาที แต่..!!! มาถึง ณ วันนี้ เรายินดีที่จะแจ้งว่า ข้อค้นพบจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือได้ ยืนยันว่า ทุกๆ การขยับของร่างกาย ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการมีสุขภาพที่ดีทั้งสิ้น”

…..

จากข้อแถลงทางนโยบายดังกล่าว หากส่องมองผ่านเลนส์แห่งช่วงเวลา จะเห็นได้ถึงวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงไปขององค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายที่น่าสนใจ นั่นคือ

ในปี 1949 ศาสตราจารย์ ดร. เจอรี่ มอริส (Jerry Morris) ได้ทำงานวิจัยที่เชื่อมโยงเรื่องของกิจกรรมทางกายกับสุขภาพเรื่องแรกโดยเปรียบเทียบวิถีชีวิตของพนักงานขับรถกับพนักงานเก็บค่าโดยสารในรถโดยสารประจำทาง ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ (คนนึงนั่งขับรถอีกคนเดินไปเดินมาตลอด) และพบว่า การได้มีโอกาสในการเคลื่อนไหวร่างกายไปมา จะส่งผลดีต่อสุขภาพและก่อประโยชน์ด้านการป้องกันโรค Non-Communicable Diseases: NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) หลังจากนั้นในปี 1968 ศาสตราจารย์ ดร. เคนเนช เอช คูเปอร์ (Kenneth H. Cooper) ได้แนะนำให้พวกเรารู้ว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิกส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทว่าสภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อปฏิบัติต่อเนื่องไปแล้ว 30 นาที

ด้วยเหตุนี้การรณรงค์ต่างๆ ในช่วงเวลาของยุคที่ผ่านๆ มา (รวมถึงความเข้าใจส่วนใหญ่ของผู้คนในปัจจุบัน) จึงมุ่งไปที่การสื่อสารเพื่อให้ประชากรของตน “ออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที และทำให้ได้อย่างต่ำสัปดาห์ละ 3 วัน”

เมื่อองค์ความรู้ถูกพัฒนาและค้นพบมากขึ้น

ในปี 2010 ได้เกิดการรวมตัวของนักวิชาการและนโยบาย ในการแถลง “สนธิสัญญาโตรอนโต เพื่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (The Toronto Charter for Physical Activty: a global call for action) ที่พยายามแนะนำพวกเราว่า ไม่ใช่เพียงการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเท่านั้นที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การเคลื่อนไหวร่างกายที่หลากหลายที่เกิดขึ้นในกิจกรรมการทำงาน หรือเดินทางสัญจร ก็ยังส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตและมิติทางสังคมอื่นๆ (The Toronto Charter for Physical Activity, 2010) (1)

ถัดจากนั้นอีกเพียง 1 ปี องค์การอนามัยโลกได้เสนอแนวทางข้อแนะนำด้านการมีกิจกรรมทางกายขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยแนะนำว่า การมีกิจกรรมทางกายที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนั้นจะต้องทำต่อเนื่องครั้งละอย่างน้อย 10 นาที และสะสมให้ได้สัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที สำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ขณะที่เด็กๆ จะต้องสะสมให้ได้อย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน

โลกหมุนและพาพวกเราไปพบกับสิ่งใหม่เสมอ….

26 พ.ย. 63 (71 ปีหลังจากเราเรียนรู้คำว่า “กิจกรรมทางกาย” จากศาสตราจารย์ ดร. เจอรี่ มอริส)

ศาสตราจารย์ ดร. ฟิโอน่า บูล บอกให้พวกเราทั่วโลกรู้ว่า กิจกรรมทางกายสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพวกเราทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกชนชั้น มาตรฐานของข้อแนะนำเรื่องการมีกิจกรรมทางกายได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยต่อจากนี้ไป เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มขยับร่างกาย ทุกๆ การเคลื่อนไหว จะถูกจดนับเป็นแต้มสะสมทางสุขภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในหลากหลายมิติ

ข้อแนะนำโดยสรุป

1) สำหรับเด็กและวัยรุ่น (อายุ 5-17 ปี) ในแต่ละสัปดาห์ ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงระดับหนักเฉลี่ยวันละ 60 นาที โดยเน้นไปที่กิจกรรมทางกายแบบแอโรบิก ขณะเดียวกันควรที่จะจำกัดระยะเวลาการมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้หน้าจออิเล็กทรอนิกส์เพื่อความบันเทิง (World Health Organization, 2020) (2)

2) สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 18-64 ปี) และผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) ในแต่ละสัปดาห์ ควรจะมีกิจกรรมทางกายแบบแอโรบิกที่ระดับปานกลางอย่างน้อย 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือกิจกรรมทางกายแบบแอโรบิกที่ระดับปานกลางอย่างน้อย 75-150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือทำร่วมกันทั้งสองอย่างในสัดส่วนเวลาที่เทียบเคียงกันได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ทางด้านสุขภาพ นอกจากนี้ควรจำกัดระยะเวลาในการมีพฤติกรรมเนือยนิ่งและแทนที่ด้วยการมีกิจกรรมทางกายในระดับใดก็ได้ รวมถึงในระดับเบา (Light Intensity) ด้วย (World Health Organization, 2020) (2)

สามารถดาวน์โหลดเนื้อหาฉบับเต็มได้จากลิงค์นี้

หลังจากที่พวกเราชาว TPAK ได้เข้าร่วมรับฟังเสวนาออนไลน์ดังกล่าวที่เริ่มในเวลา 22:00 น. ตรง ตามเวลาของประเทศไทย เสร็จสิ้นก็ราวๆ ใกล้เที่ยงคืน…

สำหรับผม…หนึ่งในข้อเรียนรู้ที่สำคัญคือ โลกหมุนและเปลี่ยนไปเสมอ การปรับเปลี่ยนเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่ผันผวนมีความจำเป็น สิ่งที่เคยถูกยึดถือว่าเป็นมาตรฐานที่ถูกต้องและควรปฏิบัติ จำเป็นต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงให้ทันกับยุคสมัยและองค์ความรู้ที่พัฒนา การก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีเป้าหมายจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศที่ช่วยไม่ให้หลงทางในวันที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

…..

บทความโดย อ.บอล ปิยวัฒน์

คอลัมน์ Inspiring Polisee…ส่องนโยบายกิจกรรมทางกายดีดีทั่วโลก นำเสนอบทความเกี่ยวกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกิจกรรมทางกาย พฤติกรรมเนือยนิ่ง และพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้อง โดยผู้เขียนจะค้นหาประเด็นเชิงนโยบายที่น่าสนใจและนำมาเล่าสู่กันฟัง (อย่างไม่บิดเบือนเนื้อหา) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การตระหนักขบคิด สร้างแรงบันดาลใจ และแรงกระตุ้นต่อการขับเคลื่อนนโยบายในสังคมไทยให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น เนื้อหาในบทความส่วนหนึ่งจะประกอบด้วยความเห็น การตีความ และการเสนอความเห็นของผู้เขียนที่ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิชาการและการวิจัยเป็นหลัก โดยท่านสามารถศึกษารายละเอียดจากแหล่งข้อมูลต้นฉบับได้จากรายการอ้างอิงท้ายบทความ


เอกสารอ้างอิง

1. Global Advocacy Council for Physical Activity, International Society for Physical Activity and Health. The Toronto Charter for Physical Activity: A Global Call to Action. globalpa.org.uk.May 20, 2010.

2. WHO guidelines on physical activity and sedentary behaviour. Geneva: World Health Organization; Licence: CC BY-NC-SA 3.0 IGO.

http://www.paha.org.uk/Resource/toronto-charter-for-physical-activity-a-global-call-for-action

Tags