มองและทบทวนสถานการณ์กิจกรรมทางกาย หลังการมาเยือนของโควิด-19 ระลอกที่ 2

ณรากร วงษ์สิงห์, นันทวัน ป้อมค่าย และ วณิสรา เจริญรมย์

เพียงช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศไทยก็พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากประเทศของเราไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน และจะด้วยสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้การแพร่ระบาดระลอกที่ 2 นี้เกิดขึ้น เราทุกคนในฐานะคนไทยคงหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบในมิติที่ตนเองเกี่ยวข้องมากน้อยแตกต่างกันไป รวมถึงเรื่องพฤติกรรมด้านการมีกิจกรรมทางกายที่พบว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว จะเป็นอย่างไรเราลองมาทบทวนและมองสถานการณ์ไปด้วยกัน

วิกฤติการณ์โควิด-19 กับกิจกรรมทางกาย

ในช่วงที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลก เนื่องจากการเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการต่าง ๆ ในหลายประเทศที่มีผู้ติดเชื้อช่วงที่มีการแพร่ระบาด สถานการณ์และมาตรการรับมือของประเทศนั้น ๆ ก่อให้เกิดผลกระทบที่มีผลต่อประชาชนแตกต่างกันออกไปตามระดับของความรุนแรง ซึ่งวิกฤติการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ของประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรโลกเกิดความตระหนักและมีการปฏิบัติตัวในการดูแลสุขภาพสำหรับรับมือกับภาวะวิกฤติโรคโควิด-19 เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ (1) แม้ในหลายประเทศสามารถรับมือต่อสถานการณ์จนมีผู้ติดเชื้อลดลงตามลำดับ และได้ผ่อนคลายมาตรการให้ประชาชนสามารถออกมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติมากขึ้น แต่ยังคงส่งเสริมมาตรการในการป้องกันตนเองอย่างต่อเนื่อง ปรากฎการณ์เหล่านี้ถือว่าเป็นการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมให้มีการปฏิบัติตัวร่วมกันในสังคมและดำเนินชีวิตในแบบวิถีปกติใหม่ขึ้น

ประเทศไทยเองก็พบสถานการณ์ที่ไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และมาตรการต่าง ๆ ที่ถูกประกาศใช้เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวทางด้านพฤติกรรม และส่งผลกระทบต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของประชากรไทย โดยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พบว่า การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอประชากรไทย (อายุ 18 – 64 ปี) ลดลงมากถึงร้อยละ 19.9 คือ จากร้อยละ 74.6 ในปี 2562 มาอยู่ที่ร้อยละ 54.7 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างการประกาศล็อกดาวน์ที่ระดับการมีกิจกรรมทางกายดิ่งลงต่ำที่สุดในรอบ 9 ปี (ร้อยละ 53.2) และแม้ว่าหลังจากมีการผ่อนปรนเปิดเมืองร้อยละการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอจะดีดตัวขึ้นมาอยู่บ้าง (ร้อยละ 56.0) แต่ก็เพียงเล็กน้อยและยังคงห่างจากระดับเดิมในช่วงปกติอยู่อีกมาก ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นดังกล่าวยังได้ชี้ให้เห็นถึงกลุ่มประชากรที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีระดับการมีกิจกรรมทางกายที่น้อยกว่ากลุ่มอื่นมากกว่าปกติ ซึ่งได้แก่ กลุ่มประชากรเพศหญิง กลุ่มนักศึกษา กลุ่มผู้ไม่มีงานทำ กลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง กลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ในทางกลับกันก็ยังได้ชี้ให้เห็นว่า ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวกลุ่มประชากรที่มีข้อมูลข่าวสารและแนวทางในการปรับตัวเรื่องการออกกำลังกายจากที่บ้าน (Fit From Home) จะมีระดับกิจกรรมทางกายที่เพียงพอสูงกว่ากลุ่มผู้ที่ไม่มีข้อมูลข่าวสารและแนวทางในการปรับตัวมากเกือบ 2 เท่าตัว (2) นั่นเท่ากับว่าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดนี้มิใช่จะไม่มีโอกาสหรือทางออกสำหรับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพออยู่เลย

สถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายระดับโลกก่อนโควิด-19

ที่ผ่านมา จากการสำรวจแนวโน้มการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอทั่วโลก ใน 168 ประเทศ ตั้งแต่ ปี 2544-2559 พบว่า ร้อยละ 27.5 ของประชากรทั่วโลกมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดยประชากรผู้หญิงมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอมากกว่าผู้ชายถึงร้อยละ 8  (ผู้หญิงร้อยละ 31.7, ผู้ชายร้อยละ 23.4) อาจกล่าวได้ว่า มีผู้หญิงจำนวนถึง 1 ใน 3 ขาดการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ในขณะมีผู้ชายจำนวน 1 ใน 4 ที่ขาดการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังพบว่า ประเทศในกลุ่มที่มีรายได้สูงมีอัตราความชุกของการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอสูงขึ้นถึงร้อยละ 5.2 (จากร้อยละ 31.6 ในปี 2544 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 36.8 ในปี 2559) ขณะที่ประเทศในกลุ่มที่มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16.0 เป็นร้อยละ 16.2 ในปี 2559 เช่นกัน จะเห็นได้ว่าประชากรของประเทศในกลุ่มที่มีรายได้สูงมีอัตราความชุกของการขาดการมีกิจกรรมทางกายมากกว่าประเทศในกลุ่มที่มีรายได้น้อยถึง 2 เท่า (3) จากสถานการณ์แนวโน้มการขาดการมีกิจกรรมทางกายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังกล่าว องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายที่เพิ่มการมีกิจกรรมทางกายของประชากรโลก โดยมีเป้าหมายหลักที่ต้องการลดการขาดการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของประชากรทั่วโลกให้เหลือเพียงร้อยละ 15 ในปี 2573

การเร่งสื่อสารประเด็นด้านกิจกรรมทางกายในวงกว้าง

จากสถานการณ์แนวโน้มของการมีกิจกรรมทางกายของประชากรทั่วโลกข้างต้น ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้สื่อสารชุดข้อมูลสำคัญที่ผ่านการศึกษาค้นคว้าอันเป็นที่ประจักษ์ให้แก่ประเทศสมาชิก เพื่อเป็นแนวทางและทิศทางในการขับเคลื่อนดำเนินงานส่งเสริมให้ประชากรทั่วโลกมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ  (4) อาทิเช่น

“กิจกรรมทางกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากทั้ง ระบบหัวใจ ร่างกาย และจิตใจ”

“กิจกรรมทางกายมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดมะเร็งและโรคเบาหวาน”

“กิจกรรมทางกายช่วยลดอาการซึมเศร้าและความวิตกกังวล”

“กิจกรรมทางกายช่วยเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้และการตัดสินใจ”

“กิจกรรมทางกายช่วยส่งเสริมให้เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดี”

“กิจกรรมทางกายช่วยเพิ่มความเป็นอยู่โดยรวมที่ดี”

“ผู้ใหญ่ 1 ใน 4 ทั่วโลกไม่สามารถมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอตามข้อแนะนำ”

“กิจกรรมทางกายที่เพียงพอสามารถลดการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลกได้ถึง 5 ล้านคนต่อปี”

“คนที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ถึงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับคนที่มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ”

“มากกว่าร้อยละ 80 ของประชากรวัยรุ่นทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวร่างกายไม่เพียงพอ”

 

การเปิดตัวแนวทางการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายให้กับประชากรทั่วโลก

ปี 2561 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เปิดตัวแผนปฏิบัติการส่งเสริมกิจกรรมทางกายระดับโลก หรือ Global Action Plan on Physical Activity (GAPPA) ซึ่งท้ายที่สุดจึงได้มาซึ่งประเด็นการดำเนินงานเชิงนโยบาย 4 ด้าน ประกอบด้วยแนวทางการปฏิบัติ 20 หัวข้อ ให้กับประเทศสมาชิกนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายไปทั่วโลก โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ สนับสนุนสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และสร้างการมีโอกาสการเข้าถึงของผู้คนให้มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอมากขึ้น สำหรับประเทศไทยนั้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนกระบวนการดำเนินงาน และมีส่วนร่วมจัดทำกรอบแนวทางและข้อเสนอเชิงนโยบายให้เป็นไปตามเป้าหมาย

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มการมีกิจกรรมทางกาย โดยดำเนินการด้านนโยบายที่อาศัยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ด้วยการร่วมกันกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมและสังคม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอมากขึ้น (5) ดังนี้

– ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเดิน ปั่นจักรยานและเดินทางรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ได้อย่างปลอดภัย

– สถานที่ทำงานส่งเสริมและสนับสนุนการเดินและการเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างวันของกลุ่มคนวัยทำงาน

– ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนและสถาบันการศึกษา จัดให้มีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ปลอดภัยและเด็กทุกคนสามารถใช้เวลาว่างในการใช้พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกได้อย่างปลอดภัย

– โรงเรียนระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาจัดให้มีวิชาพลศึกษาที่มีคุณภาพ สนับสนุนเด็กสามารถนำไปใช้พัฒนาสู่พฤติกรรมกระฉับกระเฉงในการดำเนินชีวิต

– โรงเรียนและชุมชนจัดกิจกรรมที่เหมาะสม สร้างโอกาสให้กับทุกคนที่มีความสามารถในทุกระดับ

– มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาและนันทนาการที่หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการเล่นกีฬา เต้นรำ ออกกำลังกายและการพักผ่อนหย่อนใจ

– มีผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ และให้คำแนะนำและสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

 

การตื่นตัวสู่แนวทางการตื่นรู้สำหรับประชากรไทย

การดำเนินงานขับเคลื่อนส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายสำหรับประเทศไทยนั้น มีความตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการมีกิจกรรมทางกายมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ดำเนินงานเฝ้าระวังและติดตามการมีกิจกรรมทางกายของประชากรไทย ตลอดระยะเวลา 9 ปี เพื่อจัดทำฐานข้อมูลที่สำคัญของการมีกิจกรรมทางกายของประชากรไทย นำไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายและแนวทางในการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของคนไทยทุกกลุ่มวัย และในปี 2562 พบว่า คนไทยทุกช่วงวัยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอถึงร้อยละ 74.6 แต่อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายที่ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 54.3 (6)  ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จึงได้เร่งศึกษาทำความเข้าใจต่อสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายที่ลดลงและผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของคนไทยในการดำเนินชีวิตแบบชีวิตวิถีใหม่ และด้วยตระหนักถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอเพื่อให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีในสถานการณ์ดังกล่าว จึงร่วมกันออกแบบแนวทางการดำเนินนโยบายที่จะช่วยฟื้นระดับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของคนไทย โดยมีแนวทางหลักดังต่อไปนี้ (7)

1. การรณรงค์เพื่อสื่อสารและสร้างการรับรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความตระหนักต่อการมีกิจกรรมทางกายในระดับสาธารณะ

2. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเน้นความร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจังของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนและครอบครัว

3. การผลักดันให้เกิดมาตรการเพื่อสร้างแรงจูงใจในการมีกิจกรรมทางกาย ผ่านทางนโยบายหรือกฏหมายที่ช่วยสนับสนุนหรือเสริมแรง

4. การสนับสนุนให้ชุมชนเป็นฐานในการริเริ่มการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย รวมถึงการใช้และพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะอย่างปลอดภัย

5. การส่งเสริมให้เกิดการยกระดับมาตรฐาน ด้านความปลอดภัยและปลอดเชื้อ ในการจัดกิจกรรมสุขภาพและกีฬามวลชน

จากแนวทางข้างต้นอาจสร้างการตื่นรู้เกี่ยวกับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอสำหรับการมีสุขภาวะที่ดีในช่วงสถานการณ์วิกฤติ ซึ่งนอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมกิจกรรมทางกายระดับโลก หรือ Global Action Plan on Physical Activity (GAPPA) รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี 2030 (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ (UN) แล้ว แนวทางดังกล่าวยังจะช่วยให้สถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายของคนไทยกลับมาอยู่ในระดับเดิมได้ แม้จะประสบกับปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกครั้งในระลอกที่ 2


อ้างอิงจาก

1. World Health Organization (WHO), 2020. WHO Coronavirus Disease (COVID-19) Dashboard. Retrieved 3 December 2020 [Available from: https://covid19.who.int/.

2. Katewongsa P, Widyastari DA, Saonuam P, Haemathulin N, Wongsingha N, 2020. The effects of the COVID-19 pandemic on the physical activity of the Thai population: Evidence from Thailand’s Surveillance on Physical Activity 2020. Journal of Sport and Health Science. 2020.

3. Stevens G, Riley L, Bull F, 2018. Worldwide trends in insufficient physical activity from 2001 to 2016: a pooled analysis of 358 population-based surveys with 1.9 million participants. The Lancet Global Health. 2018;6.

4. World Health Organization (WHO), 2020. Physical activity : Key facts. Retrieved 3 December 2020. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/physical-activity.

5. World Health Organization (WHO), 2020. Physical activity : How to increase physical activity?. Retrieved 3 December 2020. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/physical-activity.

6. ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK), 2563. รายงานผลการสำรวจโครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายของประชากรไทย ปี 2563 (รอบที่ 1). ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.

7. ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK), 2563. REGENERATING Physical Activity in Thailand after COVID-19 Pandemic: ฟื้นกิจกรรมทางกายในประเทศไทยหลังวิกฤตโควิด-19. ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. นครปฐม. ภาพพิมพ์. Available from: https://tpak.or.th/?p=3984.