การลงทุนที่คุ้มค่าและคุ้มทุน คือการลงทุนกับ “กิจกรรมทางกาย”

ณัฐพร นิลวัตถา

ก่อนก้าวข้ามผ่านปีเก่า เพื่อเข้าสู่ปีใหม่ที่ใกล้เข้ามานี้ “ความมั่นคงในชีวิต” อาจเป็นหนึ่งในความหวังและความฝันที่หลายคนปรารถนา แต่สถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ยังคงน่าเป็นห่วง ทั้งจากพิษโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ยังมีปัญหาการประท้วงพ่วงเข้ามาด้วย ยิ่งทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยเข้าขั้นวิกฤต ผลที่ตามมาคือ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนไทยแย่ลง ส่งผลกระทบหลายด้าน รัฐบาลเองก็คิดหาวิธีแก้ปัญหาออกมาไม่น้อย มีนโยบายหลายอย่างที่มีการลงทุนกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเดินทาง เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น ทั้งหมดก็เพื่อเป้าหมายด้านความมั่นคงของประเทศรวมทั้งความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งสิ้น ทว่าสิ่งที่สำคัญที่รัฐบาลอาจหลงลืมที่จะทำการลงทุนไว้ตั้งแต่วันนี้ไม่ต้องรอปีหน้า ไม่ต้องรอสถาณการณ์โควิด-19 กลับมาดีขึ้น คือ “การลงทุนทางสุขภาพ” ซึ่งเป็นการลงทุนผ่านทางวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชน ทั้งในเรื่องการรับประทานอาหาร การนอน การพักผ่อน รวมถึงเรื่อง “การมีกิจกรรมทางกาย”

กิจกรรมทางกายคือการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างยั่งยืน

จากการมีโอกาสได้อ่านจึงอยากนำความรู้มาแบ่งปันสู่สาธารณะ ถึงเรื่องราวของการลงทุนด้านกิจกรรมทางกาย 8 ประการ จาก International Society for Physical Activity and Health (ISPAH) ที่ได้ออกคู่มือ ชื่อว่า ISPAH’s Eight Investments That Work for Physical Activity [1] สื่อให้ทราบว่า การลงทุนในการส่งเสริมให้คนมีกิจกรรมทางกายในทุกช่วงวัย ทุกอาชีพ ทุกบริบทสังคม ล้วนแล้วแต่ควรค่ากับการลงทุน เพราะสิ่งที่ลงทุนไปนั้นจะต่อยอด ผลิดอกออกผลให้เห็นถึงประโยชน์ที่ตามมามากมายมหาศาล

หากประชากรของประเทศมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน มีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมทุกช่วงวัย จะทำให้อัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) น้อยลง จึงเป็นเหตุผลของความคุ้มค่าที่จะลงทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนเพื่อการมีสุขภาพที่ดี มีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม

แต่ทว่าความจริงแล้ว ประชากรโลกกว่า 1.4 ล้านคน มีอัตราการมีกิจกรรมทางกายอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะการขาดกิจกรรมทางกายนั้นส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในหลายด้าน เช่น การรักษาพยาบาล การเสียโอกาสการทำงาน เป็นต้น ซึ่งการขาดกิจกรรมทางกายส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไปมากกว่า 68 ล้านดอลล่าสหรัฐต่อปี หากแต่รัฐบาลเห็นความสำคัญ และตระหนักถึงความคุ้มค่าที่จะลงทุน ส่งเสริมให้ประชากรโลกหันมามีกิจกรรมทางกายที่มากขึ้น ก็จะป้องกันการเสียชีวิตได้ถึง 3.9 ล้านคนต่อปี และจากปัญหาที่กล่าวมานั้น ผลของการที่ประชากรโลกมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ จึงถูกยกให้เป็นวาระเร่งด่วน ที่ควรแก้ปัญหา

 

การรวบรวมกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คือกุญแจสำคัญสู่การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมกิจกรรมทางกาย

แนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ จากทุกภาคส่วน ทุกองค์กร ทั้งในระดับ บุคคล ชุมชน สังคม และการเมือง กฎหมาย มาร่วมกันแก้ปัญหาการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ หรือเรียกว่า System-Base approaches เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อแก้ปัญหาการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ ซึ่งสิ่งสำคัญของการดำเนินงาน คือการหา “Key players” หรือบุคคลสำคัญที่มีบทบาทหลักต่อการดำเนินงาน ในการมีส่วนร่วมกับระบบและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานให้ดำเนินการต่อไปได้ ทั้งการดึงผู้คน ชุมชน ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมด และสามารถขยายผลไปได้ในวงกว้าง ทั้งนี้ ก็เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของการขาดกิจกรรมทางกาย และการวางแผนการดำเนินการที่ตรงเป้าหมาย

โดยกุญแจสำคัญของการดำเนินงานคือ ชุมชน เพราะสามารถเข้าถึงได้ในระดับท้องถิ่น เข้าใจสภาพปัญหาที่แท้จริงตามแต่ละบริบทสังคมได้ ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้ดำเนินงานต่อไปได้คือการได้รับการสนับสนุนจากผู้นำชุมชน หรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในชุมชน และการกำกับดูแลที่เหมาะสม จึงจะสามารถพัฒนาการดำเนินงานต่อไปได้

 

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ความสำคัญกับความไม่เท่าเทียมทางกาย

ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางกายเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะความแตกต่างของสถานะทางสุขภาพ ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการมีกิจกรรมทางกายของคน การส่งเสริม สนับสนุนให้กลุ่มเด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และคนพิการ เข้าถึงการมีกิจกรรมทางกายที่เท่าเทียมกันคือเป้าหมายของการดำเนินงานสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

 

การแก้ปัญหา ไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีการเดียว

ปัญหาการขาดกิจกรรมทางกายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ซับซ้อน และประกอบด้วยหลายเหตุปัจจัย การค้นหาวิธีแก้จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ดังนั้นรัฐจึงควรมุ่งไปที่การส่งเสริมให้มุ่งเน้นในวิธีการที่เรียบง่าย สามารถทำได้ในระยะสั้น ๆ โดยเน้นผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระดับบุคคลเป็นหลัก และร่วมกันแก้ปัญหาในความซับซ้อนนั้นจากหลาย ๆ วิธี ตามคำแนะนำของ ISPAH ที่ได้สรุปไว้ทั้ง 8 ประการ ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสามารถทำได้ทันที ซึ่งการลงทุนนี้ได้เชื่อมโยงกับกรอบการดำเนินการตามแผน GAPPA จาก WHO อีกด้วย

 

การลงทุน 8 ประการ มีดังนี้

1. โปรแกรมเต็มรูปแบบของโรงเรียน (WHOLE-OF-SCHOOL PROGRAMMES)

รัฐควรสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนกับกิจกรรมทางกายของเด็กในโรงเรียนในช่วงพัก หลังเลิกเรียน ช่วงปิดเทอม รวมไปถึงในชั้นเรียน เพื่อยกระดับให้เป็นห้องเรียนที่กระฉับกระเฉง จะสามารถส่งเสริมกิจกรรมทางกายได้ในระยะยาว โดยสามารถกำหนดนโยบายที่สามารถทำได้โดยง่าย ให้ครูเป็นผู้นำหรือเป็นต้นแบบนักเรียน และตัวนักเรียนก็เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรม ในการช่วยกันให้เกิดกิจกรรมทางกายของทุกช่วงวัย และสามารถมีกิจกรรมทางกายได้ในทุกช่วงเวลา

2. การเดินทางที่กระฉับกระเฉง (ACTIVE TRAVEL / TRANSPORT)

การลงทุนให้เกิดการสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉงในการเดินทาง โดยรัฐบาลเองสามารถกำหนดนโยบายในการปรับเปลี่ยนทัศนียภาพให้เหมาะสม และดึงดูดการใช้งาน เช่น การวางผังเมือง การปรับทางเดินเท้า ทางจักรยาน และทางที่นำไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะ ที่ต้องเข้าถึงได้โดยง่าย เชื่อมต่อกัน เพื่อเพิ่มอัตราการเดิน การปั่นจักรยาน และลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นการลดปัญหามลพิษได้ไปในตัวร่วมด้วย

3. การออกแบบเมืองให้มีความกระฉับกระเฉง (ACTIVE URBAN DESIGN)

การลงทุนให้เกิดการสนับสนุนและส่งเสริมการปรับผังเมือง การสร้างเมืองที่กะทัดรัด (Compact City) ให้สามารถเชื่อมต่อกัน และเข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ ได้โดยง่าย มีทางเดิน ทางปั่นจักรยาน ที่เข้าถึงง่ายละน่าใช้ รวมไปถึงการกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมการเดินทางในระยะสั้น ๆ ด้วยการเดิน การปั่น จะนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีของประชาชน

4. บริการสุขภาพ (HEALTHCARE)

การลงทุนให้เกิดการสนับสนุนและส่งเสริมความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพของบุคลากร เช่น หมอ พยาบาล และผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพด้านอื่น ๆ ที่ต้องสามารถให้คำแนะนำในการทำกิจกรรมทางกายที่ต่อเนื่องกับคนไข้ได้ เพราะคนที่ไปพบบุคลากรเหล่านี้ จะมีความไว้เนื้อเชื่อใจ และมีผลต่อการตัดสินใจของคนไข้ เพื่อยกระดับสู่การพัฒนานโยบายและระบบเพื่อสนับสนุนให้รวมการมีกิจกรรมทางกายให้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพปกติ (Routine Care)

5. การศึกษาสาธารณะที่รวมถึงสื่อมวลชน (PUBLIC EDUCATION, INCLUDING MASS MEDIA)

สื่อสาธารณะสามารถเข้าถึงประชาชนได้โดยง่าย ดังนั้น รัฐควรลงทุนกับการใช้สื่อเป็นตัวกระตุ้น และสร้างความตระหนักให้กับประชาชนในการมีกิจกรรมทางกายจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งจากการทบทวนหลักฐานในการใช้สื่อเพื่อเพิ่มกิจกรรมทางกาย พบว่า ข้อความการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายสามารถส่งข้อความเชิงบวกและเน้นย้ำถึงผลลัพธ์ ที่สั้น กระชับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการสื่อสารที่เกี่ยวกับสุขภาพจิต รวมไปถึงเนื้อหาของข้อความควรที่จะจำแนก และเฉพาะเจาะจงต่อกลุ่มเป้าหมายได้ นอกจากนั้นยังสามารถพัฒนาข้อความ โดยการค้นคว้าข้อมูล ใช้ทฤษฎี psychological และหลักการตลาดโซเชียลมาใช้ได้อีกด้วย

6. กีฬาและนันทนาการสำหรับทุกคน (SPORTS AND RECREATION FOR ALL)

เนื่องจากการเล่นกีฬาและการมีส่วนร่วมในกีฬาเป็นสิ่งที่มีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมได้หลากหลาย ดังนั้น รัฐควรลงทุนให้เกิดการสนับสนุนและส่งเสริมพื้นที่ สถานที่ในการเล่นกีฬา และกิจกรรมนันทนาการจึงคุ้มค่าที่จะลงทุน

7. สถานที่ทำงาน (WORK PLACES)

การมีกิจกรรมทางกายที่ลดลงของคนทำงานส่งเสียมากมาย ทั้งปัญหาการขาดงานของพนักงานเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพ อีกทั้งความเบื่อหน่ายของพนักงานที่ต้องอยู่กับความจำเจ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ดังนั้นรัฐควรที่จะลงทุนให้เกิดการสนับสนุนและส่งเสริมสภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงาน ให้เอื้อต่อการเพิ่มกิจกรรมทางกายของคนทำงาน ส่วนการจะสำเร็จได้นั้น ต้องได้รับการสนับสนุนจากการกำหนดแผนกลยุทธ์ที่มั่นคงพร้อมกับมีเป้าหมายที่วัดผลได้ คือ 1. ผู้นำองค์กรมุ่งมั่นกระตือรือร้น 2. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในองค์กรรวมทั้งพนักงานและสหภาพแรงงาน   3. นโยบาย 4. สนับสนุกการเสริมสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อม  5. ความคิดริเริ่มทำงานร่วมมือกันและครอบคลุมหลาย ๆ องค์ประกอบ 6. มีข้อมูลในการขับเคลื่อนที่แสดงให้เห็นสิ่งที่ดำเนินการอยู่และสิ่งที่จะดำเนินการในอนาคต

8. COMMUNITY-WIDE PROGRAMMES

Community-wide programs เป็นโปรแกรมที่มีการใช้แนวทางหลาย ๆ แนวทาง มาปรับใช้รวมกันเพื่อการแก้ปัญหาการขาดกิจกรรมทางกาย อีกทั้งยังเป็นการนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้เพื่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกายโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน นอกจากนั้นยังสามารถส่งเสริมให้โปรแกรมดังกล่าวยั่งยืนได้ด้วยการใช้กลยุทธ์ Social marketing ต่าง ๆ เพื่อการสื่อสารให้เป็นที่รับรู้ เพื่อความยั่งยืนของการแก้ไขปัญหา สามารถใช้โปรแกรมนี้กับการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในทุกสถานที่ ทั้งโรงเรียน สถานที่ทำงาน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ชุมชน ศูนย์พักพิงคนไร้บ้านและห้างสรรพสินค้า รวมถึงผู้ด้อยโอกาส ให้เข้าถึงการมีกิจกรรมทางกายในทุกระดับ จนในที่สุดคือสามารถแก้ปัญหาได้ไปจนถึงระดับพฤติกรรมของคน จึงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและยกระดับนโยบายได้

จากการลงทุนทั้ง 8 ประการตามคำแนะนำของ ISPAH ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าความมั่นคงในชีวิตที่หลายคนปรารถนานั้นอยู่ไม่ไกล และความมั่นคงของประชาชนในประเทศก็สามารถทำได้โดยง่าย เพียงแค่รัฐหันมาเริ่มลงทุนกับสิ่งที่คุ้มค่ามากที่สุดในโลก นั่นก็คือ การลงทุนทางสุขภาพ ผ่านวิถีการดำเนินชีวิตในเรื่องใกล้ตัวที่สุด การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับวิถี เปลี่ยนการดำเนินชีวิตของประชาชนให้สอดคล้องกับข้อแนะนำดังกล่าว ก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว ส่วนการลงทุนกับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ก็เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน การที่ประชาชนของประเทศมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน คือความคุ้มค่าที่ประเมิณค่าไม่ได้ ดังนั้น คงไม่สามารถปฏิเสธไปได้เลยว่า การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือการลงทุนกับกิจกรรมทางกาย


เอกสารอ้างอิง

[1] International Society for Physical Activity and Health (ISPAH). ISPAH’s Eight Investments That Work for Physical Activity. November 2020. Available from: https://www.ispah.org/resources/key-resources/8-investments/