Covid-19 + PM2.5 = ปัญหาสุขภาพ

อับดุล อุ่นอำไพ

“อย่าปล่อยให้ปัญหาฝุ่นละออง เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่ขึ้นเตือนเรา เมื่อมีปริมาณเกินกำหนด แต่จงตระหนักเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน เพราะสุขภาพ มิอาจทนรอเวลาเพื่อแก้ปัญหาได้นานมากนัก”

ในปี 2563 นี้ คงไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่าการระบาดของโรคโควิด-19 ที่แพร่กระจายเป็นวงกว้าง จนทำให้ผู้คนทั่วโลกกว่า 1.6 ล้านคนเสียชีวิตและอีกราวกว่า 70 ล้านคนยังคงต่อสู้กับอาการของโรคดังกล่าวอยู่ ไม่เพียงแค่นั้น สถานการณ์ปัจจุบันยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเพราะปัญหามลพิษทางอากาศก็เป็นหนึ่งสาเหตุที่ถาโถมเข้ามาสู่ประชากรโลก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเราทั้งทางตรงและทางอ้อม สิ่งเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งข้อจำกัด ข้อห้ามและการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่มีต่อสุขภาพและเพิ่มความปลอดภัยต่อชีวิตมากขึ้น แต่ผลกระทบสำคัญที่จะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในอนาคต นั่นก็คือ โอกาสและพื้นที่สำหรับการมีกิจกรรมทางกายหรือกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อสุขภาพลดลง ย้อนกลับครั้นตอนสถานการณ์ปกติ เรามักเห็น ผู้คนออกมาวิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน ในตอนเช้า หรือเล่นกีฬาช่วงเย็น ตามสถานที่สาธารณะอยู่บ่อยครั้ง นั่นเป็นสิ่งที่ใครหลายปฏิบัติอยู่อย่างเป็นประจำ เพราะการได้สัมผัสบรรยากาศที่ดี การปฏิบัติตนเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เป็นสิ่งที่เราทุกคนปราถนา แต่ในทางกลับกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือที่เราได้ยินในชื่อของ PM2.5 คือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เราไม่สามารถออกมาทำกิจกรรมทางกายนอกบ้านได้ดังเดิม

อันที่จริงแล้ว ทั่วโลกได้ตระหนักถึงปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กมานานหลายปีแล้ว เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ที่แย่ลง และองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ มลพิษทางอากาศเป็น 1  ใน 5 ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคต่าง ๆ และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เช่นเดียวกับ การบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การสูบบุหรี่หรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ การขาดกิจกรรมทางกาย เนื่องจากสาเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่เพียงแต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่ยังเกิดจากสภาพแวดล้อมและสังคมอีกด้วย โดยปี 2019 พบว่า ผู้คนกว่า 4.9 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา ในขณะเดียวกัน 2-3 ปีที่ผ่านมา เราเริ่มได้ยินคำว่า PM2.5 ได้เห็นข่าว สัญญาณเตือนจากสถานีโทรทัศน์และการสื่อสารเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว มีหลากหลายช่องทางมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้ระวัง หาวิธีการป้องกันและจัดการตนเองให้อยู่อย่างปลอดภัย โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดทำเกณฑ์ แนะนำคุณภาพอากาศเพื่อกำหนดเป้าหมายคุณภาพอากาศที่จะช่วยปกป้องผู้คนส่วนใหญ่จากผลกระทบดังกล่าวที่มีต่อสุขภาพ องค์การอนามัยได้ทบทวนแล้วประกาศค่าปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชนมากที่สุด คือ ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 รายวัน ต้องไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และให้แนวทางการลดลงของความเข้มเข้น ของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากเดิมค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ให้ลดลงเหลือ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตที่เกิดจากมลพิษทางอากาศให้ได้ประมาณร้อยละ 15  เพื่อลดความเสี่ยงที่มีต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่จำเป็นต้องทำงานหรือใช้ชีวิตภายนอกอาคาร สถานที่ แม้กระทั่งกลุ่มคนที่รักสุขภาพเองก็ตาม ที่ชอบทำกิจกรรมทางกายในสถานที่โล่งแจ้ง แทนที่จะได้มาซึ่งสุขภาพที่ดี กลับต้องเกิดความวิตกกังวลและแลกมาด้วยผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพของกลุ่มคนเหล่านั้น ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรฐานคุณภาพอากาศของแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถและการพัฒนาของแต่ละประเทศ โดยใช้แนวทางขององค์การอนามัยโลกให้ได้มากที่สุด หากแต่ละประเทศยังเมินเฉยและขาดนโยบายที่ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว ย่อมส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาวอย่างแน่นอน

แหล่งข้อมูลจาก: การสำรวจ เกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์มลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีต่อการมีกิจกรรมทางกายของคนไทย โดยศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ส่วนในประเทศไทย หากจะพิจารณาถึงผลกระทบของสถานการณ์ดังกล่าวที่มีต่อการมีกิจกรรมทางกายนอกสถานที่หรือออกกำลังกายของคนไทย อาจกล่าวได้ว่า เป็นผลกระทบที่เกี่ยวพันมาอย่างต่อเนื่องกับสถานการณ์ด้านมลภาวะจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก เช่น PM10 และ PM2.5 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 กระทั่งปัจจุบัน ผลจากการสำรวจล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ เกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์มลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีต่อการมีกิจกรรมทางกายของคนไทย โดยศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ความรู้สึกต่อสถานการณ์มลภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของกลุ่มตัวอย่างประมาณ 2 ใน 3 มีความรู้สึกวิตกกังวลในสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีความรู้สึกวิตกกังวล หวาดกลัวผลกระทบต่อสุขภาพ มากกว่าประชาชนในเขตต่างจังหวัดอยู่ประมาณร้อยละ 3 (ร้อยละ 69.0 และ 66.3) ด้วยความวิตกกังวลดังกล่าวอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนที่จะก้าวออกจากบ้าน เพื่อทำกิจกรรมทางกายนอกสถานที่ จากผลการสำรวจพบว่า ผู้ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจไปออกกำลังกายมากกว่าผู้ที่อยู่อาศัยในต่างจังหวัด (ร้อยละ 28.5 และ 17.9 ตามลำดับ) นั่นแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่มีความตระหนัก และกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวที่มีผลเสียสุขภาพตนเอง เพราะผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้นและระยะยาวที่ตามมานั้นมีความรุนแรงต่อประชากรทุกลุ่มวัย

 

ฝุ่นละอองขนาดเล็กส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

การสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็กย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้ที่มีโรคประจำตัว หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ทำงานนอกอาคารที่มีมลพิษสูง แม้กระทั่งคนทั่วไปเอง ที่มีกิจกรรมทางกายในสถานที่โล่งแจ้งอยู่เป็นประจำ หากต้องสัมผัสกับฝุ่นละอองขนาดเล็กในระยะสั้น จะก่อให้เกิด การระคายเคืองตา จมูก และลำคอ การไอ หายใจไม่สะดวก และที่มากไปกว่านั้นอาจติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันและลึกลงไปถึงปอดได้ ส่วนการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็กในระยะยาว อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานทั้งในระดับสูงและระดับต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงต่การติดเชื้อทางเดินหายใจ การกำเริบของโรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบ หรืออาจรุนแรงขึ้นจนสมรรถภาพการทำงานของปอดลดลง เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งปอด และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผลเสียต่อสุขภาพเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจที่สูญเสียไปกับค่ารักษาพยาบาลซึ่งไม่ต่างอะไรจากผลกระทบทางเศรฐกิจที่สูญเสียไปกับการรักษาพยาบาลจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs ก็เป็นได้

 

ทุกวันนี้เราพร้อมหรือยัง กับการหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง

ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออกที่ดีเสมอ คำกล่าวนี้ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้ หากแต่ว่าผู้มีส่วนเกี่ยวเกี่ยวข้องตระหนัก มีความพร้อม และตั้งใจจริงที่จะร่วมหาทางออกเพื่อแก้ปัญหามากน้อยเพียงใด เพราะยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไรยิ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตของประชากรและเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างแน่นอน

ภาครัฐ ถือเป็น Key Actor หนึ่งที่สำคัญ เพราะแหล่งกำเนิดมลพิษส่วนใหญ่ อยู่นอกเหนือการควบคุมในระดับบุคคล ดังนั้นจำเป็นต้องอาศัยการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ทั้งระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับประเทศจากหลายภาคส่วน เช่น ภาคอุตสาหกรรม การวางผังเมือง การคมนาคม รวมทั้งการจัดการขยะในเขตเทศบาลและวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร โดยให้ทุกภาคส่วนได้มีการจัดการเพื่อลดปัญหาฝุ่นควันอย่างถูกวิธีและเป็นไปในทิศทางเดียว นอกจากจะชี้ให้ประชนชนได้เห็นถึงปัญหาแล้ว สิ่งที่คาดหวังมากที่สุดของประชาชนก็คงเป็นมาตรการ นโยบายเชิงรุกจากภาครัฐที่ลงมือทำอย่างจริงจัง และเห็นผลที่ชัดเจน

ตัวบุคคล ความรับผิดชอบจากตัวบุคคลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่เริ่มจากตัวเราเอง หากทุกคนร่วมลงมือ ร่วมปฏิบัติและเข้าใจถึงปัญหาดังกล่าว ย่อมทำให้เกิด Impact ในวงกว้างได้ เช่น ลดการเผาขยะ เผาป่า หรือใช้เตาฟืน ลดการใช้ยายพาหนะ ลด ละเลิกการสูบบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบ และร่วมกันประหยัดพลังงานให้ได้มากที่สุด เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองที่เกิดจากตัวเราและแพร่ขยายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเราทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

แนวทางปฏิบัติสำหรับการมีกิจกรรมทางกายท่ามกลางสถานการณ์ของฝุ่นละอองเกินปริมาณที่กำหนด

เมื่อปัญหายังมิอาจแก้ไขได้ การจัดการตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันจึงเป็นสิ่งที่เราสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง เพื่อคงไว้ซึ่งการมีสุขภาพดี โดยเราสามารถจัดการตนเองได้ดังนี้

1. ติดตามข้อมูลระดับของมลพิษทางอากาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง เหมาะสม

2. หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมทางกายเป็นเวลานาน หรือกิจกรรมทางกายระดับหนักในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศเกินปริมาณที่กำหนด หรือหาพื้นที่ที่มีบรรยากาศดี ๆ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ เพื่อรับออกซิเจนได้อย่างเต็มที่

3. เปลี่ยนแปลงสถานที่ เดิมทีที่ออกไปทำกิจกรรมทางกายกลางแจ้งหรือนอกบ้าน ให้เปลี่ยนเป็นในบ้านแทน โดยให้บ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดมลพิษทางอากาศและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะคงไว้ซึ่งกิจกรรมทางกาย โดยท่านสามารถเลือกทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัยได้ ตามคำแนะนำของ หนังสือคู่มือกิจกรรมทางกายประจำบ้าน ที่จัดทำโดยศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) ตามลิงค์ https://tpak.or.th/?p=4020

หากจะว่าไปแล้ว ปัญหาสุขภาพ เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งหาวิธีป้องกันและแก้ไข ถึงแม้ในอดีตที่ผ่านมาจะยังไม่มีปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 และปัญหามลพิษทางอากาศ แต่ปัญหาสุขภาพของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนัก เพราะสาเหตุหลักนั้นเกิดจากการขาดกิจกรรมทางกายหรือมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและเป็นสาเหตุของการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ยังอยู่คู่กับประชากรโลกและยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ บวกกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ทำให้โอกาสของการออกไปทำกิจกรรมทางกายนอกสถานที่ลดลง ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ และปัญหาสุขภาพยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นแล้ว การมองและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นองค์รวมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนรับผิดชอบต้องทำงานให้ประสานสอดคล้องกัน เนื่องจากมิใช่ปัญหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะคุณภาพชีวิต สุขภาพของประชากรนั้น มิอาจรอเวลาที่จะแก้ไขปัญหาได้นานมากนัก


เอกสารอ้างอิง

1. ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). 2020. การสำรวจ เกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์มลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีต่อการมีกิจกรรมทางกายของคนไทย

2. World Health Organization Thailand. 2019. มลพิษทางอากาศ. เข้าถึงเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2563 จาก. https://www.who.int/docs/default-source/thailand/air-pollution/briefing-on-air-pollution-th-thai.pdf?sfvrsn=408572d4_2

3. World Health Organization. 2020. WHO Coronavirus Disease (COVID-19) Dashboard. เข้าถึงเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม จาก. https://covid19.who.int/

4. CCAC secretariat. 2017. New WHO report: Air pollution is a leading contributor to noncommunicable diseases. เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม จาก. https://www.ccacoalition.org/en/news/new-who-report-air-pollution-leading-contributor-noncommunicable-diseases

5. Hannah Ritchie and Max Roser. Air Pollution. เข้าถึงเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563. จาก. https://ourworldindata.org/air-pollution

6. World Health Organization. 2019. Air Pollution. เข้าถึงเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม จาก. https://www.who.int/health-topics/air-pollution#tab=tab_3