บทบาทและการมีส่วนร่วมของนักวิจัยด้านกิจกรรมทางกายทั่วโลก เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาแนวทางการปฏิบัติและนโยบายด้านกิจกรรมทางกายสำหรับรองรับโรคระบาดในปัจจุบันและอนาคต

นันทวัน ป้อมค่าย, อภิชาติ แสงสว่าง และปัญญา ชูเลิศ

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยระลอกแรกเมื่อต้นปี 2563 ได้ส่งผลให้ระดับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของคนไทยลดลงจากร้อยละ 74.6 เหลือเพียงร้อยละ 55.5 1 หรือลดลงร้อยละ 19.1 ซึ่งการลดลงของระดับกิจกรรมทางกายมีผลมาจากนโยบายการงดใช้พื้นที่ที่มีการชุมนุมแออัด เช่น สวนสาธารณะ สนามกีฬา สถานที่ออกกำลังกาย และขอความร่วมมือให้ประชาชนใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดและแพร่กระจายเชื้อ ซึ่งผลจากนโยบายและความร่วมมือของประชาชนส่งผลให้ประเทศไทยไม่พบการติดเชื้อในประเทศไทยอยู่ช่วงระยะหนึ่ง และคนไทยได้กลับมาใช้ชีวิตตามปรกติอีกครั้ง โดยการสำรวจข้อมูลช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ปี 2563 พบว่า ระดับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของคนไทยได้เพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยละ 65.3 2 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประเทศไทยเริ่มพบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระลอกที่ 2 ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องกลับมาใช้นโยบายเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้ออีกครั้ง นั่นคือ การที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านมากขึ้นและใช้พื้นที่สาธารณะให้น้อยที่สุด จึงมีโอกาสทำให้ระดับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของคนไทยที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นต้องลดลงไปอีกครั้ง และวงจรการแพร่ระบาดนี้จะยังคงมีอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ หากประเทศไทยหรือทั่วโลกยังไม่สามารถหาวิธีหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไว้ได้

ทั้งนี้ มีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการวิจัยด้านกิจกรรมทางกายและการสาธารณสุข เพื่อการสื่อสารนโยบายและแนวทางการปฏิบัติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 3 เนื่องจากมีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมกิจกรรมทางกายนั้นมีความสำคัญในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 4 5 แต่ข้อมูลที่มีก็ยังไม่มีน้ำหนักหรือหลักฐานเชิงประสิทธิผล ดังนั้น ในการที่จะผลักดันการส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้เป็นนโยบายสาธารณะเพื่อการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน จำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการศึกษาและวิจัยด้านกิจกรรมทางกายที่มีประสิทธิผลในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  เพื่อการกำหนดแนวทางปฏิบัติและการกำหนดนโยบายด้านกิจกรรมทางกายที่มีประสิทธิผลด้วยการวิจัยที่หลากหลาย ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ในห้องทดลอง การศึกษาทางคลินิกกับผู้ป่วย หรือการศึกษาด้านสาธารณสุขที่เน้นการป้องกันหรือการส่งเสริมสุขภาพ โดย 7 ข้อเสนอการวิจัยที่นำเสนอในบทความข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทางทีมผู้เขียนบทความซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกิจกรรมทางกายที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติได้เสนอไว้เท่านั้น แต่เป็นส่วนสำคัญยิ่งที่นักวิจัยและนักวิชาการทั่วโลกต้องใช้ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่มี สำหรับทำการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สำคัญเพิ่มเติม โดยแบ่งข้อเสนอออกเป็น 5 ระยะ (Phase) ตามกรอบพฤติกรรมระบาดวิทยา ดังนี้

 

Phase 1: การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมทางกายกับไวรัสโควิด-19 (Establish links between PA and COVID-19)

ข้อเสนอการวิจัยที่ 1: ตรวจสอบศักยภาพของกิจกรรมทางกายเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ในการบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

การเก็บข้อมูลพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายกับผู้ป่วยในช่วงก่อนที่จะติดเชื้อโควิด-19 เช่น ระดับความหนักของการมีกิจกรรมทางกาย หรือประเภทของกิจกรรมที่ปฏิบัติก่อนที่จะมีอาการป่วย รวมถึงการเก็บข้อมูลระดับความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของปอด การอักเสบของสภาพจิตใจ ฯลฯ รวมถึงข้อมูลระยะเวลาในการฟื้นฟู ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ และอัตราการเสียชีวิต จะทำให้เกิดการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมทางกายกับไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีข้อสมมติฐานว่าคนที่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางจะมีการติดเชื้อที่รุนแรงน้อยกว่าคนที่ไม่ปฏิบัติ 6,7 ซึ่งจะมีผลต่อการส่งเสริมนโยบายด้านกิจกรรมทางกาย และสอดคล้องกับข้อแนะนำด้านกิจกรรมทางกายขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยการดำเนินการในระยะแรกนี้มีความท้าทายในแง่ของการใช้ระเบียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านพฤติกรรม และการติดตามผลทางคลินิก

 

Phase 2: การพัฒนาวิธีการวัดระดับกิจกรรมทางกายในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (Develop methods for measuring PA during the COVID-19 pandemic)

การศึกษาวิจัยในระยะนี้ไม่กำหนดข้อเสนอการวิจัยที่ชัดเจน เนื่องจากปัจจุบันมีวิธีการ และเครื่องมือที่ผ่านมาตรฐานการวิจัยที่หลากหลายที่สามารถใช้วัดระดับการมีกิจกรรมทางกายในประชากรกลุ่มย่อยต่าง ๆ อย่างไรก็ดี ข้อท้าทายที่มากกว่าคือการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรขนาดใหญ่ที่อาจจะเป็นไปได้ยาก และมีข้อจำกัด เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา และอาจจะต้องใช้ระบบออนไลน์เข้ามาช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล

จากข้อเสนอข้างต้น ประเทศไทยได้มีการสำรวจข้อมูลการมีกิจกรรมทางกายของคนไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงต้นปีและปลายปี 2563 โดยศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย หรือทีแพค ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยใช้ระบบการเก็บรวบรวมข้อมูลกิจกรรมทางกายของคนไทยผ่านระบบออนไลน์ 8 ซึ่งข้อมูลที่ได้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย มาตรการ และแผนงานที่จะกระตุ้นกิจกรรมทางกายของคนไทยให้กลับสู่ภาวะปรกติ ทั้งที่เป็นแผนในระยะสั้นและแผนในระยะยาว ซึ่งสามารถศึกษาข้อมูลรายงานการสำรวจและบทความการวิจัยที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่ https://tpak.or.th/ หรือเพจ Facebook #ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย

 

Phase 3: ระบุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีกิจกรรมทางกายภายใต้บริบทของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (Identify factors that influence PA in the context of the COVID-19 pandemic)

ข้อเสนอการวิจัยที่ 2: การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมทางกายในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) เพื่อการวิเคราะห์หรือการประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาพแวดล้อม การเดินทางแบบใช้แรงกาย (Active transportation) รวมถึงการประเมินกิจกรรมทางกาย ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการมีกิจกรรมทางกายของประชาชน เช่น การเดินเท้า การปั่นจักรยาน ตลอดจนความหนาแน่นของที่อยู่อาศัยที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อ ทั้งนี้ การวิเคราะห์หรือการประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันได้ เช่น เว็บแคม โดรน หรือแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟน สำหรับใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตัวอย่างเช่น ข้อมูลจากอุปกรณ์การ์มิน (Garmin) ที่ถูกใช้เพื่อประมาณร้อยละการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมทางกายในช่วงการแพร่ระบาด ทั้งนี้ มีข้อท้าทายเกี่ยวกับการพัฒนางานวิจัยเรื่องกิจกรรมทางกายโดยการบูรณาการเข้ากับเรื่องสภาพอากาศ โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและการปกป้องข้อมูลของประชาชนด้วย

ข้อเสนอการวิจัยที่ 3: การเรียนรู้วิธีการลดความเหลื่อมล้ำเกี่ยวกับโอกาสในการมีกิจกรรมทางกายในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

การเรียนรู้วิธีการดังกล่าวสามารถดำเนินการศึกษาด้วยการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-methods) โดยการออกแบบให้เป็นการศึกษาแบบต่อเนื่องระยะยาว (Longitudinal Study) ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ (1) กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 เช่น กลุ่มผู้มีรายได้น้อย (2) กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในการติดไวรัสโควิด-19 แล้วมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป เช่น ผู้สูงอายุ ผู้สูบบุหรี่ ผู้ที่เป็นโรคอ้วน รวมถึงผู้ที่ป่วยด้วยโรคในกลุ่ม NCDs และ (3) กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในการได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ผู้ที่ถูกปลดออกจากงานหรือถูกย้ายออก ผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัยที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้ ซึ่งการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ จะทำให้ทราบถึงปัญหาอุปสรรคในการมีกิจกรรมทางกายของประชาชนในหลายมิติ ปัจจัยที่เอื้อต่อการรักษาระดับการมีกิจกรรมทางกาย ตลอดจนสิ่งที่สนับสนุนประชาชนในช่วงระหว่างการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งการศึกษาดังกล่าวจะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการปรับนโยบายเพื่อกระตุ้นให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมีความกระตือรือร้นอยากมีสุขภาพดี และมีความยืดหยุ่นในระหว่าง และหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และวิกฤตอื่น ๆ ในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งวิธีคือ การประเมินกิจกรรมทางกายย้อนหลังกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในช่วงที่พักอยู่ที่บ้านในระหว่างการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยดำเนินการผ่านทางอีเมล โทรศัพท์ หรือสังคมออนไลน์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ก็มีกลุ่มคนบางกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่อาจจะตอบสนองต่อแนวทางดังกล่าวได้น้อยกว่าคนกลุ่มอื่น ทั้งนี้ การโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย การเลือกตัวอย่างแบบลูกโซ่ (Snowball Sampling) และการเป็นภาคีกับสถาบันต่าง ๆ ในพื้นที่ ถือเป็นกลยุทธ์ที่มีศักยภาพในการได้มาซึ่งข้อมูลเชิงประจักษ์ในข้างต้นได้

Phase 4: พัฒนาและประเมินผลกิจกรรมแทรกแซงเพื่อเพิ่มกิจกรรมทางกายในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 (Develop and evaluate interventions to increase PA during the COVID-19 pandemic)

ข้อเสนอการวิจัยที่ 4: ปรับปรุงวิธีการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ด้วยกิจกรรมทางกาย

ทำการทดลองแบบสุ่มที่มีการควบคุม (Randomized controlled trials) กับผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ไม่มีอาการหนักให้ได้มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางเป็นประจำทุกวัน และเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบปกติทั่วไป โดยหากผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากและพักรักษาอยู่ที่บ้านให้สนับสนุนการมีกิจกรรมทางกายผ่านระบบออนไลน์ ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการป่วยระดับปานกลางและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลให้นักกายภาพบำบัดทำหน้าที่สนับสนุนกิจกรรมทางกายระดับเบาที่โรงพยาบาล โดยให้ส่งเสริมกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่องเท่าที่สุขภาพร่างกายจะสามารถทำได้ และงดกิจกรรมทางกายหากมีอาการป่วยรุนแรง ทั้งนี้ เนื่องจากกิจกรรมทางกายระดับปานกลางจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยลดอาการอักเสบ และ/หรือช่วยป้องกันในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว โดยงานวิจัยนี้จะทำให้ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับระดับความรุนแรงของการเจ็บป่วย ระยะเวลาการฟื้นตัว คุณภาพชีวิต ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ และการเสียชีวิต ซึ่งข้อมูลที่ได้จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการกำหนดนโยบาย อย่างไรก็ดี การวิจัยดังกล่าวนี้จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัย เป็นไปตามหลักจริยธรรมการวิจัย มีแนวทาง (Protocol) การปฏิบัติที่ชัดเจน และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์

ข้อเสนอการวิจัยที่ 5: ประเมินวิธีการจัดการการใช้พื้นที่กิจกรรมทางกายที่ปลอดภัย

ให้ดำเนินการสำรวจข้อมูลผลกระทบการมีกิจกรรมทางกายของประชากรทุกกลุ่มอายุ จากการปิดพื้นที่กิจกรรมทางกายทั้งในร่มและกลางแจ้งทั้งก่อนและหลัง หรือการศึกษาย้อนหลัง เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนและที่ตั้งของพื้นที่กิจกรรมทางกายที่ถูกปิด มาตรการบรรเทาผลกระทบของภาครัฐ เช่น เปิดพื้นที่บางส่วนให้ใช้งานโดยให้เว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย การศึกษาการตอบสนองของประชาชนต่อข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากมาตรการ เช่น ความพยายามในการหาช่องทางเพื่อมีกิจกรรมทางกายจากที่บ้าน การมีกิจกรรมทางกายผ่านช่องทางออนไลน์ การมองหาโปรแกรมสุขภาพรูปแบบ e-health การขอความช่วยเหลือทางสังคมจากเพื่อนหรือครอบครัว หรือข้อมูลการมีกิจกรรมทางกายที่ลดลง เนื่องจากมาตรการการปิดพื้นที่สาธารณะทั่วโลกอาจจะนำมาซึ่งผลกระทบที่หลากหลาย เช่น กิจกรรมทางกาย สุขภาพจิต อัตราการติดเชื้อ การรักษาในโรงพยาบาล และการตาย ข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้จึงมีประโยชน์อย่างมากต่อการกำหนดนโยบายในการจัดการพื้นที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่ปลอดภัย และไม่ส่งผลกระทบต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ข้อเสนอการวิจัยที่ 6: ประเมินและทำแผนที่สถานที่ที่ปลอดภัยในท้องถิ่นที่สามารถใช้งานได้ในระหว่างการแพร่ระบาด

การปิดพื้นที่สาธารณะอาจจะส่งผลกระทบต่อการลดระดับการมีกิจกรรมทางกายและสภาพจิตใจของประชากร ดังนั้น การประเมินเส้นทางและพื้นที่สาธารณะในชุมชนที่ปลอดภัยต่อการติดเชื้อจะช่วยให้คนในชุมชนมีโอกาสและทางเลือกในการใช้พื้นที่สำหรับการมีกิจกรรมทางกายที่ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการศึกษาและจัดทำแผนที่ดังกล่าวนี้จะช่วยให้สามารถกำหนดนโยบายการส่งเสริมการเข้าถึงพื้นที่กิจกรรมทางกายที่ปลอดภัยหากมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อในอนาคต อย่างไรก็ดี การศึกษาและวิเคราะห์พื้นที่ภูมิศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ กรอบการประเมินและวิเคราะห์ รวมถึงงบประมาณ

ข้อเสนอการวิจัยที่ 7: การปรับแต่งการส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้สอดคล้องกับสถานการณ์และวิถีชีวิตในช่วงวิกฤต

พัฒนาและประเมินกลยุทธ์ในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตที่บ้านของสมาชิกในชุมชนในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การศึกษาควรประเมินถึงโปรแกรม ข้อความการสื่อการ ช่องทางการจัดส่งข้อมูล โดยเน้นช่องทางการสื่อสารและสื่อออนไลน์เป็นหลัก เนื่องจากโปรแกรมการส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมได้ อย่างไรก็ดี ในประเทศที่มีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสื่อออนไลน์และอินเตอร์เน็ต อาจจะต้องใช้สื่อรูปแบบอื่น ๆ เช่น โทรศัพท์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยแนะนำให้นักวิจัยด้านกิจกรรมทางกาย นักพฤติกรรมศาสตร์ และคนในชุมชนร่วมกันพัฒนาโปรแกรมที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน การวิจัยนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในการลดต้นทุนในการปรับแต่งโปรแกรมการส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้สอดคล้องกับบุคคลและชุมชนที่มีความหลากหลายหากเกิดภาวะวิกฤตในอนาคต โดยความท้าทายที่สำคัญคือการพัฒนากิจกรรมหรือโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของประเทศที่มีรายได้ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อช่องทางการสื่อสารที่ใช้แตกต่างกัน

Phase 5: แปลผลงานวิจัยสู่การปฏิบัติและนโยบายสำหรับการระบาดในปัจจุบันและอนาคต (Translate research into practice and policy for the current and future pandemics)

มีหลักฐานเชิงประสิทธิผลของกิจกรรมแทรกแซง (Interventions) ที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางกายสำหรับประชาชนในทุกกลุ่มอายุอยู่มากมาย แต่แทบจะไม่มี Interventions ที่สามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับวงกว้างได้ แม้ว่าประโยชน์ของกิจกรรมทางกายจะมีผลดีต่อประชาชนในช่วงที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ซึ่งความท้าทายคือ การประยุกต์ Interventions การส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้สอดรับกับการเว้นระยะห่างทางสังคม และข้อจำกัดในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองแม้ว่ากิจกรรมทางกายผ่านช่องทางออนไลน์จะแพร่หลายก็ตาม รวมถึงโปรแกรมการส่งเสริมกิจกรรมทางกายผ่านระบบออนไลน์จำเป็นต้องประเมินและหาหลักฐานเชิงประสิทธิผล ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีอย่างมากที่จะพัฒนา Interventions ที่มีความหลากหลายและสอดคล้องกับบริบททางสังคมในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะเดียวกัน นักวิจัยสามารถใช้การศึกษาแบบผสม (Hybrid) เพื่อประเมินประสิทธิผลที่เกิดจาก Interventions ไปพร้อมกัน รวมถึงการเตรียมงบประมาณและการวางแผนในการขยายผล Interventions ในอนาคต

ข้อเรียนรู้และบทสรุปที่ได้จากบทความ

การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลกจนกลายเป็นภาวะวิกฤตใหญ่ครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ทำให้เรามองเห็นส่วนขาดหรือช่องว่างของการศึกษา การวิจัย และการพัฒนางานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางกาย เพื่อรองรับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันและอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งภายใต้วิกฤตเช่นนี้ จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของนักวิจัยจากหลากหลายสาขาวิชาจากทุกมุมโลกมาร่วมกันทำงานด้านวิชาการนี้ เพื่อแบ่งปันและประยุกต์ใช้ข้อมูลให้สอดรับกับสถานการณ์ ปัญหา บริบท และวิถีชีวิตของคนในประเทศหรือชุมชนของตนเองให้สอดคล้องและลงตัวมากที่สุด และมากไปกว่านั้นคือ องค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้โลกของเรามีแนวทางการปฏิบัติและนโยบายที่พร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อในอนาคต โดยกิจกรรมทางกายจะมีบทบาทและมีความสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกันและบรรเทาความเจ็บป่วยให้กับประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายถึงการรับรู้ ยอมรับ และการปฏิบัติกิจกรรมทางกายจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน

 


เอกสารอ้างอิง

1. ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK). โครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายของประชากรไทย พ.ศ. 2555-2563. 2555.

2. ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. โครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายของประชากรไทย พ.ศ. 2563. 2563.

3. Sallis JF, Adlakha D, Oyeyemi A, Salvo D. An international physical activity and public health research agenda to inform COVID-19 policies and practices. Journal of Sport and Health Science. 2020.

4. Sallis JF PM. A Call to Action: Physical Activity and COVID-19 2020 [Available from: https://www.exerciseismedicine.org/support_page.php/stories/?b=896.

5. Organization WH. Coronavirus disease (COVID-19): Staying active 2020 [Available from: https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/question-and-answers-hub/q-a-detail/coronavirus-disease-covid-19-staying-active.

6. Hojman P. Exercise protects from cancer through regulation of immune function and inflammation. Biochemical Society Transactions. 2017;45(4):905-11.

7. Nieman DC, Wentz LM. The compelling link between physical activity and the body’s defense system. Journal of sport and health science. 2019;8(3):201-17.

8. Katewongsa P, Widyastari DA, Saonuam P, Haemathulin N, Wongsingha N. The effects of the COVID-19 pandemic on the physical activity of the Thai population: Evidence from Thailand’s Surveillance on Physical Activity 2020. Journal of sport and health science. 2020.