มีกิจกรรมทางกาย จนกลายเป็นวัคซีนชั้นยอด

ณรากร วงษ์สิงห์

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดบาดของโรคโควิด 19 ระลอกที่ 3 อย่างรุนแรง ทุกภาคส่วนต่างร่วมไม้ร่วมมือกันในการควบคุมการแพร่ระบาดเพื่อป้องกันและลดความสูญเสียชีวิตของประชาชนในประเทศอย่างเต็มกำลัง กรมควบคุมโรค ได้ออกมาตรการโดยให้ประชาชนยึดหลัก D-M-H-T-T เพื่อป้องกันตนเอง คือ การเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร เลี่ยงการอยู่ในที่แออัด (D : Social Distancing) สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา (M : Mask Wearing) ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ (H : Hand Washing) การตรวจวัดอุณหภูมิ และตรวจหาเชื้อโควิด 19 ในกรณีที่มีอาการเข้าข่าย (T : Testing) และ สแกนไทยชนะก่อนเข้า-ออกสถานที่สาธารณะทุกครั้ง (T : Thai Cha Na) [1] โดยขอความร่วมมือจากประชาชนให้รักษามาตรการกันอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันตนเองและลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

ขณะที่มาตรการการสนับสนุนให้ประชาชนได้รับ “วัคซีน” อย่างเพียงพอในระยะเวลาอันใกล้ ถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและสำคัญที่จะช่วยป้องกันและลดความสูญเสียชีวิตของประชาชน แต่ก็เป็นความท้าทายของภาครัฐในการบริหารจัดการอยู่ไม่น้อย เพราะความคาดหวังของประชาชนเกี่ยวกับประสิทธิภาพและอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ประกอบกับความต้องการของประชาชนต่างมีความหลากหลายกันออกไป รัฐจึงต้องจัดการด้วยความระมัดระวังเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในภาพรวม แต่ถึงกระนั้นในมุมมองของผู้เขียน ในสถานการณ์เช่นนี้การได้ป้องกันตนเองและผู้อื่นโดยรับการฉีดวัคซีน ถือทางเลือกที่สำคัญที่สุดในการช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ระลอก 3 จะมีความรุนแรง ประกอบกับความต้องการวัคซีนไม่สอดรับกับจำนวนวัคซีนที่มีอยู่ ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลใจต่อสถานการณ์การรับมือที่เป็นอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์การระบาดในรอบที่ 3 นี้ดูเหมือนจะอยูในภาวะวิกฤติในทุกขณะ กลับพบข้อมูลการวิจัยชิ้นสำคัญที่จะช่วยคลายความกังวลให้กับผู้คนอยู่ไม่น้อย ซึ่งงานวิจัยชิ้นดังกล่าวได้ทำการศึกษาวิจัยการขาดการมีกิจกรรมทางกายกับความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 โดย Department of Family and Sports Medicine, Kaiser Permanente Medical Center สหรัฐอเมริกา โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ในประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนที่จะมีการฉีดวัคซีน จำนวน 48,440 ราย ด้วยการศึกษาพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายของผู้ป่วยย้อนหลังไป 2 ปี ก่อนการแพร่ระบาด (ช่วง 2561- 2563) เพื่อรวบรวมข้อมูลว่าในช่วง 2 ปี ก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ผู้ป่วยมีกิจกรรมทางกายตาม 3 ลักษณะนี้หรือไม่ โดยกำหนดตัวชี้วัดการมีกิจกรรมทางกาย ดังนี้ หากมีกิจกรรมทางกายเพียง 0–10 นาที/สัปดาห์ = ขาดการมีกิจกรรมทางกาย, มีกิจกรรมทางกาย 11–149 นาที/สัปดาห์ = มีกิจกรรมทางกายเป็นบางครั้ง และมีกิจกรรมทางกายมากกว่า 150 นาที/สัปดาห์ = มีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับรวบรวมข้อมูลการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การเข้า ICU และการเสียชีวิตหลังการวินิจฉัย COVID-19 ซึ่งผลการศึกษา พบว่า [2]

“ผู้ป่วย COVID-19 ที่ขาดการมีกิจกรรมทางกาย มีความเสี่ยงต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า

ผู้ป่วยที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอถึง 2.26 เท่า (OR 2.26; 95% CI 1.81 to 2.83)

 

“ผู้ป่วย COVID-19 ที่ขาดการมีกิจกรรมทางกาย มีความเสี่ยงเป็นผู้ป่วยหนักและต้องเข้า ICU มากกว่า

ผู้ป่วยที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอถึง 1.73 เท่า (OR 1.73; 95% CI 1.18 to 2.55)

 

“ผู้ป่วย COVID-19 ที่ขาดการมีกิจกรรมทางกาย มีความเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่า

ผู้ป่วยที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอถึง 2.49 เท่า (OR 2.49; 95% CI 1.33 to 4.67)

จากผลการศึกษาข้างต้นชี้ให้เห็นได้ว่า แม้วิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จะมีความรุนแรงมากเพียงใด หากแต่กลุ่มคนที่มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตน้อยลงไปเท่านั้น

ข้อค้นพบจากการวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขณะที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างต้องการจัดหาวัคซีนเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคโควิด 19 ให้กับประชากรของตนเอง แม้นประชากรเหล่านั้นจะกลายเป็นผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 แต่ทว่าในความโชคร้ายอาจจะคล้ายมีโชคดีอยู่บ้าง หากผู้ป่วยเหล่านั้นได้สร้างและสะสมลักษณะนิสัยให้ตนเองมีพฤติกรรมทางสุขภาวะที่ดี ด้วยการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพออย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นวัคซีนชั้นยอดของตนเอง ซึ่งวัคซีนกิจกรรมทางกายนี้เองจะช่วยให้สามารถลดความเสี่ยงที่รุนแรงและลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 ลงไปด้วย

เช่นนี้แล้ว ผู้เขียนจึงชวนย้อนกลับมาดูสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของคนไทยว่ามีมากน้อยเพียงใด ซึ่งจากการสำรวจโครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายของประชากรไทย ปี 2562 พบว่า คนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอถึงร้อยละ 74.6 [3] ซึ่งผู้เขียนคาดหวังว่าข้อมูลการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพออย่างสม่ำเสมอของคนไทยนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะรุนแรงและลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 ในประเทศไทยได้ไม่มากก็น้อย

จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น หากท่านผู้อ่านได้รับวัคซีนป้องกันโควิด 19 แล้ว อย่าลืมวัคซีนชั้นยอดที่อยู่ภายในตัวของท่านด้วยการสะสมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพออย่างสม่ำเสมอ เพราะการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอนอกจากจะช่วยทำให้ท่านมีสุขภาวะโดยรวมที่ดีและป้องกันโรค NCDs แล้ว ยังจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะรุนแรงและลดการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด 19 อีกด้วย

สุดท้าย ผู้เขียนจะขอหยิบยกเอาหลักการของการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ซึ่งอยู่ในคู่มือกิจกรรมทางกายประจำบ้าน https://tpak.or.th/?p=4020 มาให้ผู้ที่สนใจนำไปใช้เป็นแนวทางและหาเวลาว่างระหว่างวันออกมาขยับและเคลื่อนไหวร่างกายในวิถีชีวิต ให้กลายเป็น “วัคซีนชั้นยอด” ดังนี้ [4]

วัยเด็กและวัยรุ่น 5 – 17 ปี

“ควรทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงระดับหนัก
สะสมให้ได้อย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน”


วัยผู้ใหญ่ 18 – 59 ปี

“ควรทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
หรือกิจกรรมทางกายระดับหนักอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์”


วัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

“ควรทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
หรือกิจกรรมทางกายระดับหนักอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์

ทั้งนี้ ให้พิจารณาระดับความหนักของกิจกรรมตามความเหมาะสมกับสุขภาพร่างกายหากไม่เคยทำมาก่อนควรเริมจากกิจกรรมที่ไม่หนักมากไปหาหนัก และจากช้าไปเร็ว”


เอกสารอ้างอิง

1. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). (2564). ยึดหลัก D-M-H-T-T ป้องกันโควิด-19 [Available from: https://www.thaihealth.or.th/Content/54381. เข้าถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2564.

2. Sallis R, Young DR, Tartof SY, Sallis JF, Sall J, Li Q, et al. Physical inactivity is associated with a higher risk for severe COVID-19 outcomes: a study in 48 440 adult patients. 2021:bjsports-2021-104080.

3. ปิยวิฒน์ เกตุวงศา และกรกนก พงษ์ประดิษฐ์. (2563). REGENERATING Physical Activity in Thailand after COVID-19 Pandemic: ฟื้นกิจกรรมทางกายในประเทศไทยหลังวิกฤตโควิด-19. ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. นครปฐม: บริษัท ภาพพิมพ์. Available from: https://tpak.or.th/?p=3984.

4. ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK). (2563). คู่มือกิจกรรมทางกายประจำบ้าน. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.