13 มีนาคม 2564
กลุ่มงานวิเคราะห์สถานการณ์และนโยบาย
“ความเหลื่อมล้ำ” เป็นประเด็นอภิปรายทางสังคมที่ต้องการการจัดการที่เร่งด่วนในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยเราที่ขึ้นชื่อและถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอีกประเทศหนึ่งของโลก ทั้งในมิติของความเหลื่อมล้ำทางรายได้ การศึกษา การเข้าถึงสิทธิและบริการต่าง ๆ ซึ่งหากจะพอมีมิติที่พอจะกล่าวได้ว่ามีความเท่าเทียมอยู่บ้างก็น่าจะเป็นเรื่องของ การเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขที่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นระบบที่ทำให้เรื่องสุขภาพของคนไทยมีความเสมอภาคมากกว่ามิติอื่น ๆ อยู่พอสมควร ทว่าในเรื่องดังกล่าวก็ยังคงมีข้อถกเถียงในส่วนของคุณภาพการให้บริการที่ผู้รับสิทธิ์กลุ่มต่าง ๆ อยู่ไม่น้อย
เช่นเดียวกันในประเด็นด้านโอกาสในการดูแลสุขภาพร่างกายของตน แม้ว่าคนทุกคนบนโลกนี้จะมีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวันที่เท่าเทียมกัน แต่ว่าในแง่การปฏิบัติและการใช้ชีวิตจริง แนวทางการจัดการและใช้เวลาตามวิถีชีวิตของคนแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะจัดสรรเวลาที่มีไปกับกิจวัตรอื่น ๆ ก่อนที่จะเลือกใช้เพื่อการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่มีความจำเป็นและถูกบีบคั้นด้วยข้อจำกัดและกับดักทางรายได้ที่มีอยู่ในสังคม เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้หมดไปกับการทำงานและการประกอบอาชีพ การจะจัดสรรเวลามาเพื่อการมีกิจกรรมทางกายหรือออกกำลังกายแทบจะเป็นสัดส่วนที่แทบหาไม่ได้ในชีวิต
สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของการมีกิจกรรมทางกาย
ภาพความเหลื่อมล้ำตามที่ได้เกริ่นข้างต้น ยิ่งปรากฏเด่นชัดเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ข้อมูลจากการเผยแพร่ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ผ่านการประชุมและเอกสาร “Fair Play: Building a strong physical activity system for more active people” [1] ได้ชี้ให้เห็นข้อมูลเชิงสถานการณ์ของความเหลื่อมล้ำในการมีกิจกรรมทางกายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มประชากรต่าง ๆ ในระดับสากล โดยพบว่าประชากรกลุ่มเด็กและวัยรุ่น 4 ใน 5 และผู้ใหญ่ 1 ใน 4 มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ นอกจากนี้กลุ่มวัยผู้สูงอายุหรือผู้พิการยังขาดโอกาสการเข้าถึงการส่งเสริม สนับสนุนการมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสม ซึ่งผู้หญิงมีวิถีกระฉับกระเฉงน้อยกว่าผู้ชาย และกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงขาดการมีกิจกรรมทางกายมากกว่ากลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ
เช่นเดียวกัน ในกลุ่มประชากรไทย ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ทำการวิเคราะห์เรื่องดังกล่าวโดยใช้ข้อมูลการสำรวจโครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายของประชากรไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2564 [2] เพื่อสะท้อนข้อมูลเชิงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในการมีกิจกรรมทางกายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มประชากรต่าง ๆ โดยพบว่าความแตกต่างทางเพศเป็นปัจจัยความเหลื่อมล้ำทางด้านกิจกรรมทางกายที่สำคัญ ซึ่งผู้หญิงไทยยังต้องเผชิญอุปสรรคในการเคลื่อนไหวและมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ แม้ว่าผู้หญิงจะมีการรับรู้เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารการรณรงค์ให้ความรู้ด้านสุขภาพใกล้เคียงกับผู้ชาย แต่พบว่าเมื่อมีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกำลังกายของชุมชนผู้ชายมักจะเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าผู้หญิง ตลอดจนการใช้พื้นที่และอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการทำกิจกรรมทางกายภายในชุมชน ความแตกต่างเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของผู้หญิงยังคงน้อยกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กและเยาวชน เป็นช่วงวัยที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอน้อยที่สุด จากข้อมูลที่ผ่านมากิจกรรมทางกายของเด็กและเยาวชนยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำแบบคงที่ ในขณะที่ระดับการมีกิจกรรมทางกายของกลุ่มวัยอื่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังพบว่า ปัจจัยทางด้านการศึกษาของกลุ่มคนที่ไม่ได้เรียนและเรียนน้อยมีกิจกรรมทางกายน้อยที่สุด ส่วนปัจจัยด้านการทำงานพบว่า ผู้ไม่มีงาน ไม่มีอาชีพ มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอน้อยกว่ากลุ่มอาชีพอื่น โดยช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมามีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอร้อยละ 46.5 เท่านั้น และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยต้องเผชิญอุปสรรคต่อการมีโอกาสการเข้าถึงการมีกิจกรรมทางกายในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ความสามารถในการจัดสรรเวลา ค่าใช้จ่าย จัดหาอุปกรณ์ และการเข้าถึงพื้นที่สุขภาพต่าง ๆ
จากสถานการณ์เหล่านี้ล้วนเห็นเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของ “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” ในการมี “กิจกรรมทางกาย” เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อให้ประชากรทุกกลุ่มวัยมีโอกาสในการได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพออย่างเท่าเทียมกัน
แนวทางการจัดการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการมีกิจกรรมทางกายในระดับสากล
เพื่อจัดการกับประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านการมีกิจกรรมทางกายที่มีอยู่ในสังคมให้คงเหลือน้อยที่สุด องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ได้จัดทำแผนปฏิบัติการในระดับสากลชื่อว่า “Global action plan on physical activity 2018–2030: more active people for a healthier world” เพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกาย ชี้นำสนับสนุนการดำเนินนโยบาย “ความเสมอภาคตลอดทุกช่วงวัย” รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำในการมีกิจกรรมทางกายที่เกิดจากอายุ เพศ ความพิการ ภาวะตั้งครรภ์ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และภูมิประเทศ โดยการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฉบับนี้พิจารณาความต้องการที่แตกต่างกันในช่วงชีวิตที่ต่างกัน เช่น วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ และความแตกต่างของระดับการมีกิจกรรมทางกาย โดยมีแนวทางเพื่อบรรลุเป้าหมาย 4 ประการ [3] ได้แก่
1. สร้างบรรทัดฐานสังคมที่ไม่เนือยนิ่ง (Create active societies)
2. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย (Create active environments)
3. ส่งเสริมโอกาสต่อการมีกิจกรรมทางกาย (Create active people)
4. สร้างการขับเคลื่อนสุขภาพที่สมบูรณ์แบบ ระบบที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย (Create active systems)
ซึ่งแผนปฏิบัติการดังกล่าวมีความสอดคล้องกับเป้าหมายการส่งเสริมด้านสุขภาพตามแผนการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals; SDGs) ทั้งในระดับบุคคล และชุมชน อาทิ เป้าหมายที่ 5 มุ่งเน้นความเท่าเทียมทางเพศ เป้าหมายที่ 10 มุ่งเป้าสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม และเป้าหมายที่ 11 มุ่งพัฒนาเมืองและชุมชนที่ยั่งยืนเพื่อการเข้าถึงคมนาคมขนส่งที่มีความปลอดภัย สามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่มวัยและคำนึงถึงคนเปราะบางกลุ่มต่าง ๆ โดยไปสอดรับกับการเพิ่มโอกาสในการมีกิจกรรมทางกายด้วย [4]

การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในประเทศไทย
ประเทศไทยมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย โดยดำเนินการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ภายใต้หน่วยงานในประเทศไทย โดยอาศัยกรอบการดำเนินการที่สำคัญตามแนวคิดกลุ่มวัย สถานที่ และระบบสนับสนุน 5 ประเด็น [5] ดังนี้
1. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กปฐมวัย วัยเรียนและวัยรุ่นในสถานศึกษา
2. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับวัยทำงานในสถานประกอบการ
3. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้สูงวัยในชุมชน กีฬามวลชน การคมนาคมและการผังเมือง
4. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระบบบริการสาธารณสุข
5. การพัฒนาระบบการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
นอกจากนี้กองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย ยังได้จัดทำ “แผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พ.ศ. 2561 – 2573” ขึ้น เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบถึงแนวทางการดำเนินยุทธศาสตร์ เป้าหมายการทำงาน ตลอดจนแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการเพื่อให้เกิดการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในประชาชนทุกกลุ่มวัย การส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย และ การพัฒนาระบบสนับสนุนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เป็นจุดเน้นเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับประเทศร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้เกิดการบูรณาการเพื่อประสิทธิผลสูงสุด[6]
(1)_1644164105.jpg)
ขณะที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็ได้มีการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องโดยที่ผ่านมาได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ 2 เพิ่ม 1 ลด (เพิ่มกิจกรรมทางกาย เพิ่มพื้นที่สุขภาวะ และลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง) ล่าสุดในปี 2565 ได้มีการปรับยุทธศาสตร์การทำงานให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชากรที่เปลี่ยนไปรวมถึงเชื่อมโยงกับแนวทางการทำงานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับสากล จึงได้กำหนดให้มียุทธศาสตร์ 3 Active ขึ้น เพื่อใช้ในการทำงานเพื่อส่งเสริมให้เกิดปัจจัยกำหนดสุขภาพ (Determinant of Health) ต่างๆ เป็นการ “กระตุ้นสังคมให้เกิดบรรยากาศ เพิ่มและขยายโอกาสให้กับคนทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค” โดยมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนและส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอของประชาชนคนไทยทุกคนเพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากโรคไม่ติดต่อ และมีสุขภาวะอย่างสมบูรณ์รอบด้าน จึงได้เน้นแนวคิดการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกายภายใต้แนวคิด 3 Active ประกอบด้วย
1. Active People เน้นการส่งเสริมให้คนไทยทุกคน ทุกกลุ่ม เข้าถึงโอกาสในมีกิจกรรมทางกายอย่างเสมอภาค มีทางเลือกที่มีความสอดคล้องกับบริบทของวิถีชีวิตอย่างมีสุขภาวะ เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกาย และลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับ “วิถีชีวิต” ของผู้คนในแต่ละช่วงวัย โดยอาศัยการดำเนินงานแบบบูรณาการจากหลายภาคส่วน เช่น ภาคการศึกษา การคมนาคมขนส่ง การบริหารจัดการเมือง ภาคการกีฬา นันทนาการและการท่องเที่ยว รวมถึงชุมชน โดยภาคส่วนเหล่านี้ต่างมีอิทธิพลให้เกิดการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของประชากร
2. Active Environment เน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนให้การดำเนินชีวิตของประชากรมีความกระฉับกระเฉงและมีชีวิตชีวา สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย และสุขภาวะที่ดี โดยการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมและเปิดโอกาสให้ประชากรไทยทุกกลุ่มวัยเข้าถึงการใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน
3. Active Society เน้นการกระตุ้นและส่งเสริมบรรยากาศในสังคมให้เกิดการรับรู้ ความตระหนัก และเห็นถึงคุณค่าของการมีกิจกรรมทางกายและการมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง มีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชากรเข้าถึงประสบการณ์ในการมีกิจกรรมทางกาย การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬา อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
นอกจากนี้ เพื่อให้กลไกการทำงานตามยุทธศาสตร์ทั้ง 3 Actives ข้างต้นถูกขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิผล จำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนการทำงานที่ประกอบด้วย ระบบเฝ้าระวังและฐานข้อมูล องค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม การสื่อสารรณรงค์ มาตรการและนโยบาย รวมถึงกลไกการขับเคลื่อนนโยบาย ที่มีประสิทธิภาพสูง เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบเชิงระบบที่คอยสนับสนุนให้การดำเนินงานตามแผนบรรลุเป้าหมายสูงสุด
ข้อเสนอแนะการส่งเสริม “กิจกรรมทางกายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” ในประเทศไทย
จากข้อมูลต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น การส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพออย่างเท่าเทียมปราศจากความเหลื่อมล้ำ จะเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนการดำเนินงานต่าง ๆ หลายประการ ทั้งปัจจัยภายในตัวบุคคลที่เป็นความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก ทักษะและความรอบรู้ทางกาย (Physical Literacy) และปัจจัยภายนอกที่จะเป็นตัวสนับสนุนให้บุคคลสามารถเข้าถึงพื้นที่สุขภาวะที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิต การมีนโยบายที่สนับสนุนด้านการมีกิจกรรมทางกายอย่างเป็นระบบ ภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมมือร่วมแรงในการดำเนินการอย่างแข็งขัน ทั้งนี้จะสามารถช่วยขจัดอุปสรรค เพิ่มการรับรู้และความตระหนัก เปิดโอกาสในการเข้าถึงสถานที่สาธารณะ สร้างประสบการณ์เชิงบวกให้กับประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย สามารถมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอได้ทุกที่ทุกเวลาตามความเหมาะสมของบริบทวิถีชีวิต นอกจากนี้ยังเสนอให้พิจารณาให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มประชากรบางกลุ่มที่ปัจจุบันยังมีระดับกิจกรรมทางกายที่เพียงพอน้อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ ดังต่อไปนี้
ความเหลื่อมล้ำ “ตามช่วงวัย”
- ช่วงวัยเด็กมีอุปสรรคในการมีกิจกรรมทางกายมากที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขาดปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนจากสถานการณ์โควิด-19 ที่กระทบต่อการหยุดการเรียนการสอนในโรงเรียน รวมไปถึงการขาดโอกาสสนับสนุนการมีกิจกรรมทางกายที่โรงเรียน ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีกิจกรรมทางกายในสภาพแวดล้อมอื่นนอกจากโรงเรียน เช่น ที่บ้าน หรือในชุมชน เป็นต้น
- วัยผู้ใหญ่ เป็นกลุ่มวัยที่ต้องรับผิดชอบในการดูแลกลุ่มวัยอื่นๆ ทั้งกลุ่มวัยเด็กและสูงอายุ ทำให้ประสบปัญหาการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ นอกจากนี้ยังพบกว่ากลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนปลายต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งล้วนเป็นผลกระทบต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีแนวทางกระตุ้น และสร้างความตระหนักรู้ และสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เพิ่มขึ้น
- ผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของร่างกาย รวมไปถึงฮอร์โมนต่าง ๆ ที่ควบคุมทางด้านอารมณ์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหว การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายจึงจำเป็นอย่างมากในประชากรกลุ่มวัยนี้ เพื่อเอื้อให้เกิดความตระหนักของการมีกิจกรรมทางกาย
ความเหลื่อมล้ำในกลุ่มเพศหญิง ความไม่เท่าเทียมในการมีกิจกรรมทางกายของผู้หญิงถูกรายงานเป็นวงกว้างทั่วโลก โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้หญิงต้องรับผิดชอบดูแลบุตรหลานมากขึ้นเนื่องจากการปรับวิธีการเรียนแบบออนไลน์ ดูแลสมาชิกในครอบครัวที่สูงอายุ อีกทั้งยังต้องทำงานที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นการทำงานที่บ้านแทน (Work from home) ส่งผลกระทบในด้านการจัดการเวลาและต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเคลื่อนไหวและมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอมาที่เป็นปัญหาที่พบมาโดยตลอดและควรได้รับการแก้ปัญหา [7] เป็นอีกกลุ่มที่ต้องเร่งสร้างความเอื้อต่อการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอและเหมาะสมต่อสภาพร่างกาย สร้างการรับรู้ จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อและคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย
ความเหลื่อมล้ำในประชากรกลุ่มเฉพาะ อันประกอบด้วยกลุ่มคนไร้บ้าน ผู้สูงอายุมุสลิม แรงงานข้ามชาติ กลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ และกลุ่มผู้ต้องขังหญิง เป็นกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงที่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพที่ชัดเจนต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ดังนั้น การส่งเสริมให้กลุ่มเฉพาะดังกล่าวนี้จำเป็นต้องมองถึงโอกาสในการเข้าถึงทั้งด้านความรู้ และสถานที่ โดยจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย และมีความเหมาะสมต่อสภาพร่างกายของกลุ่มเฉพาะนี้ด้วย
ความเหลื่อมล้ำในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส หมายถึง กลุ่มคนที่ไม่ได้เรียนและเรียนน้อย, กลุ่มประชากรที่ไม่ได้ประกอบอาชีพหรือไม่ทำงาน และกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยหรือกลุ่มที่ไม่มีรายได้ ล้วนต่างเป็นกลุ่มที่มีความไม่เท่าเทียมของโอกาสการเข้าถึงการมีกิจกรรมทางกาย โดยอาจเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัย อาทิ เช่น ความสามารถในการจัดสรรเวลา ค่าใช้จ่าย จัดหาอุปกรณ์ การรับรู้และรณรงค์ และการเข้าถึงพื้นที่สุขภาพต่าง ๆ ยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ปัญหาความไม่เท่าเทียมชัดเจนมากยิ่งขึ้น จึงควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอทั้งการเพิ่มองค์ความรู้ การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงการเพิ่มกิจกรรมทางกาย

จะเห็นได้ว่า กลไกเชิงนโยบายที่จะช่วยให้ประชากรกลุ่มต่าง ๆ มีกิจกรรมทางกายที่เพิ่มขึ้นที่เสนอมาข้างต้น จะให้ความสำคัญทั้งในระดับบุคคล สิ่งแวดล้อม และการปรับแก้นโยบายทางสังคมให้เอื้อต่อการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่มีความหลากหลายตามบริบทและสอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสภาพร่างกาย รวมถึงมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงได้สะดวก ส่งเสริมให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง มีกิจกรรมที่หลากหลาย ตามวิถีชีวิตของประชากรแต่ละกลุ่ม การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในกลุ่มต่าง ๆ อันจะสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและการปฏิบัติ ช่วยลดความเหลื่อมด้านการมีกิจกรรมทางกายที่มีอยู่ในกลุ่มประชากรไทยเพื่อการเป็นสังคมที่กระฉับกระเฉง ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นได้ในที่สุด
เอกสารอ้างอิง
[1] World Health Organization. (2021). Fair Play: Building a strong physical activity system for more active people. Retrieved from https://www.who.int/publications/i/item/WHO-HEP-HPR-RUN-2021.1.
[2] กลุ่มงานวิจัยพฤติกรรมและปรากฏการณ์สังคม ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) (2564). ความเหลื่อมล้ำของการมีกิจกรรมทางกายในประเทศไทย. ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค), สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. จาก https://www.tpak.or.th/th/article/412.
[3] World Health Organization. (2018). Global action plan on physical activity 2018–2030: more active people for a healthier world. World Health Organization. https://apps.who.int/iris/handle/10665/272722. Lizenz: CC BY-NC-SA 3.0 IGO.
[4] Salvo, D., Garcia, L., Reis, R. S., Stankov, I., Goel, R., Schipperijn, J., Hallal, P. C., Ding, D., & Pratt, M. (2021). Physical Activity Promotion and the United Nations Sustainable Development Goals: Building Synergies to Maximize Impact, Journal of Physical Activity and Health, 18(10), 1163-1180. Retrieved Jan 16, 2022, from https://journals.humankinetics.com/view/journals/jpah/18/10/article-p1163.xml.
[5] ฐิติกร โตโพธิ์ไทย และคณะ., บทเรียนจากการพัฒนาแผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พ.ศ. 2561-2573. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข, 2019. 13(4). จาก https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/5135
[6] กองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2560). แผนแม่บทการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (พ.ศ. 2561 - 2573). 2560. จาก https://dopah.anamai.moph.go.th/th/activity-plan/185662
[7] Sher, C., & Wu, C. (2021). Who Stays Physically Active during COVID-19? Inequality and Exercise Patterns in the United States. Socius : sociological research for a dynamic world, 7, 2378023120987710. https://doi.org/10.1177/2378023120987710.